รู้จักกับ “hippopotomonstrosesquipedaliophobia” โรคกลัวคำยาวๆ 

“hippopotomonstrosesquipedaliophobia” โรคกลัวคำยาวๆ 

โรคแห่งความกลัว คืออะไร?

โรคแห่งความกลัว (Phobia) ถือเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง โดยผู้ป่วยจะกลัวสิ่งๆ นั่นโดยไม่มีเหตุผล

ซึ่งบนโลกของก็เรามีคนป่วย “โรคกลัว” เป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งความกลัวนั้นส่วนใหญ่ล้วนจากสิ่งเร้าภายนอก ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ

ในปัจจุบัน เกิดโรคกลัวแปลกๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคกลัวหัวหน้างาน โรคกลัวความล้มเหลว โรคกลัวขาดมือถือ ฯลฯ อีกมากมาย

โรคกลัวคำยาวๆ

โรคกลัวคำยาว (Fear of long words) เป็นโรคกลัวอย่างรุนแรงชนิดนึง

หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า “hippopotomonstrosesquipedaliophobia” (ชื่อโรคก็ยาว สมกับโรคซะจริง)

โรคดังกล่าวส่งผลทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหวาดระแวง วิตกกังวลทุกครั้ง เวลาได้ยินคนพูดยาวๆ หรือเห็นคำศัพท์ยาวๆ โดยที่ไม่มีการเว้นวรรคคำ

รู้จักกับ “hippopotomonstrosesquipedaliophobia” โรคกลัวคำยาวๆ 

อ่านเพิ่มเติม

บล็อบ (Blob) คืออะไร เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหน?

บล็อบ (Blob) เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสีเหลือง จัดอยู่ในตระกูลราเมือก (Myxomycete)

ถือเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีความมหัศจรรย์มากที่สุดของโลก เพราะมันอาศัยอยู่บนโลกของเรามานานหลายล้านปี

ความมหัศจรรย์ที่ว่าคือ บล็อบเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีระบบประสาท แต่มันสามารถเรียนรู้ขั้นสูงและแก้ไขสถานการณ์ที่เกิด

ขึ้นอยู่ตรงหน้าได้

บล็อบ (Blob) คืออะไร เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหน? - สาระน่ารู้

มันสามารถถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกันได้ ถ้าบล็อบ 2 ตัวมาเจอกัน

นอกจากนี้เจ้าบล็อบยังมีเพศในตัวของมันอีกถึง 700 เพศ ซึ่งทำให้มันสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

เรามักจะเจอ “บล็อบ” อยู่ในป่าดิบชื้นและมืด ตามใบไม้หรือขอนไม้ที่เน่าเปื่อย แต่ถ้าที่ใดแห้งแล้งและมีแสงเราก็จะไม่พบเจ้านี่

การเคลื่อนที่ของบล็อบจะเคลื่อนด้วยความเร็ว 4 เซนติเมตร/ชั่วโมง และหากได้รับอันตราย มันจะซ่อมแซมตัวเองภายใน 2 นาที

อ่านเพิ่มเติม

ทะเลสาบลาวา ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือที่ไหน !!

ทะเลสาบลาวา ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือที่ไหน !! - สาระน่ารู้

อิรากองโก” (Nyiragongo) ทะเลสาบลาวา ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ตั้งอยู่บนภูเขาอิรากองโกที่ความสูง 3,470 เมตร โดยอยู่ลึกลงมาจากปากปล่อง 600 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างประมาณ 2 กิโลเมตร และมีปริมาณลาวากว่า 282 ล้านลูกบาศก์ฟุต ความดันของลาวามีความเร็วมากถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง

เมื่อปี 1977 เกิดเหตุการณ์ปากปล่องร้าว จึงทำให้ลาวาไหลลงไปทำลายพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองโกมา โดยเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 คน

ปัจจุบัน ทะเลสาบลาวาแห่งนี้ก็ยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง แต่ปะทุในรูปแบบการเดือดของทะเลสาบ ซึ่งทำให้เกิดควันก๊าซที่เป็นอันตราย จึงทำให้ทะเลสาบลาวาแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอันตรายอย่างมากแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม

 

วันสตรีสากล (International Women’s Day) – สาระน่ารู้ !!

วันสตรีสากล (International Women’s Day) ตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี ผู้หญิงจากทั่วโลกที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านจริยธรรม ภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง จะได้มาร่วมเฉลิมฉลองถึงความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และในหลายๆ ประเทศยังกำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดประจำปีอีกด้วย

วันสตรีสากล

ความเป็นมาของ วันสตรีสากล

เริ่มขึ้นจากเหตุการณ์ใน เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา กรรมกรสตรีในโรงงานทอผ้าได้ลุกฮือขึ้นเดินขบวนประท้วงการเอาเปรียบ กดขี่ ขูดรีด ทารุณ จากนายจ้างที่เห็นผลผลิตสำคัญกว่าชีวิตคน ความเป็นอยู่ของแรงงานสตรีในเมืองชิคาโก ที่ไม่ต่างอะไรจากทาสนิโกรในเงื้อมมือคนผิวขาว เพราะต้องทำงานวันละ 12-15 ชั่วโมง แต่ได้รับค่าแรงานเพียงน้อยนิด ส่วนสตรีตั้งครรภ์มักถูกไล่ออก

ในที่สุดภายใต้การนำของ คลาร่า แซทคิน (Clara Zetkin ) ผู้นำกรรมกรสตรีโรงงานทอผ้าชาวเยอรมัน ลุกฮือขึ้นสู้ด้วยการเดินขบวนนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 โดยเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานจากวันละ 12-15 ชั่วโมง ให้เหลือวันละ 8 ชัวโมงพร้อมทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการภายในโรงงาน และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย ในการเรียกร้องครั้งนี้ แม้จะมีหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากสตรีทั้งโลก และส่งผลให้วิถีการผลิตแบบทุนนิยมเริ่มสั่นคลอน

อย่างไรก็ตามอีก 3 ปีต่อมา คือ ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 ข้อเรียกร้องของเหล่าบรรดากรรมกรสตรีก็ประสบความสำเร็จ เมื่อตัวแทนสตรีจาก 18 ประเทศ เข้าร่วม ประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม ครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี โดยให้ลดเวลาทำงานให้เหลือเพียงวันละ 8 ชั่วโมง ศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และกำหนดให้ค่าแรงงานสตรีเท่าเทียมกับค่าแรงงานชาย อีกทั้งยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย นอกจากนั้นในการประชุมครั้งนั้น ยังได้มีการรับรองข้อเสนอของ คลาร่า แซทคิน ด้วยการประกาศให้วันที่ 8 มีนาคม เป็น วันสตรีสากล

อ้างอิง http://www.lib.ru.ac.th/journal/mar/mar08-WomanDay.html

ผู้ให้กําเนิด วันสตรีสากล

คลาร่า เซทกิ้น ได้รับการขนานนามว่า มารดาแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสากล เป็นผู้ให้กําเนิดวันสตรีสากล

นักการเมืองหญิงสายมาร์คซิสต์ ชาวเยอรมัน เป็นผู้ริเริ่มวันสตรีสากล ชื่อเดิมชื่อ คลาร่า ไอนส์เนอร์ เกิดที่เมืองไวเดอรูว์ แคว้นแซกโซนี่ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม จบการศึกษาจากวิทยาลัยครูเมืองไลป์ซิก และพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวรัสเซียนามว่า ออพซิป เซทกิ้น ต่อมา มีบุตร 2 คน และเป็นหม้ายในปี ค.ศ.1889

ในปี ค.ศ.1884 ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic party) ต่อมาพรรคโดนยุบ และคลาร่าได้ถูกเนรเทศไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

ค.ศ.1907 คลาร่าได้กลับสู่เยอรมันดินแดนมาตุภูมิ พร้อมกับการก่อตั้ง กลุ่มนักสังคมนิยมหญิง และได้ริเริ่มในการเสนอให้กําหนดวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีให้เป็นวันสตรีสากล

ค.ศ.1914 ในขณะที่ประเทศเยอรมันกําลังทําสงครามโลกครั้งที่ 1 คลาร่า ได้ร่วมมือกับ โรซ่า ลัมเซมเบอรค์ ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 ในนามกลุ่ม สปาร์ตาซิสต์ ( *กลุ่มสปาร์ตาซิสต์ (spatarcist) เป็นกลุ่มกรรมกรในเยอรมันที่ประท้วงรัฐบาลเยอรมันสมัยนั้น ในการทําสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยความคิดที่ว่า ทหารที่ส่งไปรบก็คือ ประชาชน สงครามเป็นการกระทําที่สนองตัณหาของรัฐบาล แต่ประชาชนมีแต่ต้องสูญเสีย)

ค.ศ.1918 ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน และได้เป็นผู้แทนในสภาไรซ์สตัก (สภาผู้แทนของเยอรมันยุคนั้น)

ค.ศ.1920-1932 สุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายของคลาร่าในสภาเยอรมัน คลาร่าได้กล่าวโจมตี อดอฟ ฮิตเลอร์อย่างรุนแรง และเรียกร้องหาแนวร่วมที่จะช่วยกันต่อต้านพรรคนาซีเยอรมัน ซึ่งกําลังมีบทบาทอย่างสูงในการเมืองเยอรมัน

ค.ศ.1933 พรรคนาซีเยอรมันได้ ประสบความสําเร็จในการยึดอํานาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ และให้อํานาจทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านฟูเร่อร์ (ผู้นํา) คลาร่าจึงเป็นหนึ่งในนักการเมืองสายความคิดสังคมนิยม ที่ถูกกวาดล้าง จนต้อง
ลี้ภัยการเมืองไปใช้ชีวิตที่รัสเซีย และถึงแก่กรรมในปีเดียวกันนี้

องค์กรในสหประชาชาติที่ทําหน้าที่พิทักษ์สิทธิสตรี

(1) คณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี (UNCSW) มีหน้าที่กําหนดแนวทางการยกระดับสถานภาพสตรี ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวัฒนธรรม และด้านการศึกษา

(2) คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW) มีหน้าที่ตรวจสอบว่าประเทศภาคีอนุสัญญาฯปฏิบัติตามข้อกําหนดของอนุสัญญาฯ หรือไม่

– แผนกเพื่อความก้าวหน้าของสตรี ทําหน้าที่เป็นสํานักงานเลขานุการ ดําเนินการวิจัยและทํางานสนับสนุนองค์กรทั้งสองข้างต้น

– กองทุนพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) ทําหน้าที่สนับสนุนโครงการต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการผสานสตรีในกระบวนการพัฒนา ด้วยวิธีการส่งเสริมกิจกรรมสร้างเสริมรายได้ขนาดย่อม

– สถาบันวิจัยและฝึกอบรมระหว่างประเทศเพื่อความก้าวหน้าของสตรี(INSTRAW) เป็นแหล่งให้เงินทุนอุดหนุน และมีหน้าที่ทําวิจัยเพื่อยกระดับวิธีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการพัฒนา

ที่มา http://www.women-family.go.th/scan/women_day1.pdf

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com/สาระน่ารู้เกี่ยว…ional-womens-day/

ติดตามสาระน่ารู้ผ่านว่าเว็บเรา : https://www.bar-kay.com

” น้ำผึ้งคืออะไร ” สรรพคุณและประโยชน์-สาระน่ารู้เกี่ยวกับอาหาร !!

เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมว่า น้ำผึ้งคืออะไร ?? วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับ น้ำผึ้ง สรรพคุณและประโยชน์ ของมันกัน

น้ำผึ้ง” กับสุขภาพทางเพศ

น้ำผึ้งคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

น้ำผึ้ง เป็นผลิตผลของน้ำหวานจากดอกไม้และแหล่งน้ำหวานอื่นๆ จากธรรมชาติที่ผึ้งงานนำมาเก็บสะสมไว้ในรังผึ้ง จากนั้นเหล่าผึ้งจะกินน้ำหวานที่ได้มาเข้าไป และน้ำหวานที่ผ่านการย่อยและผ่านเอนไซม์ในท้องผึ้งก็จะกลายมาเป็นน้ำผึ้งอยู่ในรังผึ้งอย่างที่เรารับประทานกันในที่สุด

น้ำผึ้งที่ได้มาจากแต่ละแห่งนั้นจะมีรสชาติ ความหอมหวาน และสีที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหรือชนิดของเกสรดอกไม้ที่ผึ้งได้ไป รวมถึงแหล่งของพืชและพื้นดินในบริเวณที่ผึ้งอาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งในป่าใหญ่ก็จะประกอบไปด้วยน้ำหวานจากดอกไม้นานาพันธุ์ ส่วนน้ำผึ้งจากผึ้งเลี้ยงอาจมีน้ำหวานจากดอกไม้ชนิดเดียวหรือเพียงไม่กี่พันธ์ุเท่านั้น

คุณค่าทางโภชนาการ

น้ำผึ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 303 กิโลแคลอรี่ และประกอบไปด้วยสารสำคัญต่อไปนี้

  • น้ำประมาณ 20%
  • น้ำตาลชนิดต่างๆ เช่น กลูโคส และฟรักโทส ประมาณ 79%
  • กรดชนิดต่างๆ ประมาณ 0.5 %
  • วิตามิน เอนไซม์ และแร่ธาตุต่างๆ เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 และวิตามินซี ประมาณ 0.5 %

องค์ประกอบหลักของน้ำผึ้งก็คือน้ำตาล และเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดียวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย

ประโยชน์ของการดื่มน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารที่ไม่เพียงมีรสชาติหอมหวานและอร่อยถูกปาก แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหวานหรือทำเป็นเครื่องดื่มดับกระหาย โดยเฉพาะน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นที่ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลากหลายด้าน

1. ลดการอักเสบ

น้ำผึ้งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยหนึ่งในนั้นคือสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการอักเสบทั้งแบบปกติและแบบเรื้อรัง การดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นจะช่วยกำจัดสารโพรสตาแกลนดินส์ (Prostaglandins) ที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองต่อการบาดเจ็บหรือติดเชื้อ และส่งผลให้เกิดกระบวนการอักเสบตามมา ซึ่งในบางครั้งก็มีการหลั่งสารชนิดนี้ออกมามากกว่าปริมาณที่ต้องการ จึงทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

2. ช่วยในการขับถ่าย

เอนไซม์ในน้ำผึ้งมีประโยชน์ในการช่วยย่อยสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต จึงมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูกในเด็กและคนชราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การดื่มน้ำผึ้งผสมกับมะนาวและน้ำอุ่นยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตเมือกในลำไส้ ซึ่งจะช่วยในการกำจัดสารพิษ สำหรับใครที่กำลังประสบกับปัญหาท้องผูก การดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้จึงอาจช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น

3. เพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย

น้ำผึ้งอุดมไปด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานชั้นเยี่ยม และยังดีต่อสุขภาพกว่ามากเมื่อเทียบกับสารให้ความหวานแทนน้ำตาล นอกจากนี้การดื่มแบบผสมกับน้ำอุ่นยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกายและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองอีกด้วย

4. กำจัดแบคทีเรีย

น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรีย เนื่องจากมีสารที่ช่วยกำจัดแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่สามารถก่อให้เกิดโรคร้ายได้ อีกทั้งมีกรดตามธรรมชาติที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นนั่นเอง

5. กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

นอกจากจะช่วยต่อต้านแบคทีเรียได้และลดการอักเสบได้แล้ว น้ำผึ้งยังมีกลูโคสตามธรรมชาติที่มีส่วนช่วยให้เซลล์ในภูมิคุ้มกันร่างกายกำจัดหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม จึงช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดียิ่งขึ้น

6. ช่วยอาการนอนไม่หลับ

สำหรับคนที่มีอาการเครียด นอนไม่หลับ ก็สามารถได้ประโยชน์จากน้ำผึ้งเช่นกัน เพราะในน้ำผึ้งมีกรดที่สำคัญอย่างกรดเดซิโนอิค (Decenoic acid) ซึ่งเป็นกรดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยคลายเครียดและทำให้อารมณ์ดี ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี โดยรับประทานก่อนนอน และเลี่ยงความหวานโดยรับประทานเป็นช้อนชาเล็กๆ หรือผสมน้ำดื่ม

ประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณ

ประโยชน์ของน้ำผึ้งในการบำรุงผิวพรรณหรือผสมในเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะผู้หญิงที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างพระนางคลีโอพัตรา หรืออีกหลายๆ คน ก็ใช้วัตถุดิบชนิดนี้เป็นเครื่องประทินโฉมกันมานานแล้ว คุณสมบัติที่โดดเด่นของน้ำผึ้งอยู่ที่การต่อต้านแบคทีเรีย เพราะมีสารที่ชื่อว่า “ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์” ช่วยต่อต้านแบคทีเรียได้อย่างดีเยี่ยม และกำจัดเชื้อโรคได้โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้น้ำผึ้งถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคผิวหนัง รวมถึงการบำรุงความสวยความงามอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีสารให้ความชุ่มชื้นที่จะช่วยให้ผิวพรรณอ่อนนุ่ม และด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี และช่วยเสริมสร้างเซลล์ใหม่ให้แก่ผิวหนังด้วย โดยวิธีใช้ที่ทำได้ง่ายๆ และแนะนำกันมานานรุ่นต่อรุ่นคือ ใช้น้ำผึ้งแท้ทาผิวหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำ หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดออก จะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวนุ่มเนียนขึ้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องสำอางมากมายที่มักใช้น้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ครีมพอกหน้า ครีมขัดหน้า สบู่ล้างหน้า และเจลล้างหน้า แต่เลือกผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือและศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจใช้ให้ดี

ข้อควรระวังในการใช้น้ำผึ้ง

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพต่อไปนี้ ควรระมัดระวังหรือจำกัดการดื่มน้ำผึ้ง

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะมีน้ำตาลแคลอรี่สูง หากรับประทานมากเกินพอดีจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น
  • คนที่มักมีอาการอาหารไม่ย่อย และอาเจียนบ่อยๆ
  • เด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบไม่ควรดื่ม เพราะในน้ำผึ้งอาจมีสปอร์ของเชื้อคลอสตริเดียมโบทูลินัม (Clostridium botulinum) ซึ่งจะเจริญเติบโตได้ดีในระบบทางเดินอาหารของเด็กเล็ก และทำให้เกิดสารพิษที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ กรณีดังกล่าวนี้แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็ควรระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน
  • บางครั้งน้ำผึ้งอาจได้มาจากน้ำหวานของเกสรดอกไม้ที่เป็นพิษ เช่น น้ำหวานจากดอกต้นตาตุ่มทะเล ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะทำให้ท้องเดิน ดังนั้นก่อนซื้อน้ำผึ้งที่หาบเร่ขายหรือวางขายตามริมทาง ควรสอบถามถึงแหล่งที่มาให้ละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงพิษภัยที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ น้ำผึ้งที่นิยมนำมาบำรุงสุขภาพและความสวยความงามนั้นมักไม่ผ่านการใช้ความร้อนฆ่าเชื้อหรือการพาสเจอร์ไรส์ เพราะจะช่วยคงสารอาหารที่มีประโยชน์ไว้ได้มากกว่า พบได้มากตามริมทางหรือร้านค้าท้องถิ่น ส่วนน้ำผึ้งที่ขายตามร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้านั้นส่วนใหญ่จะผ่านการพาสเจอร์ไรส์มาก่อน ดังนั้นหากต้องการใช้น้ำผึ้งสดๆ จากรัง โดยไม่ผ่านขั้นตอนใดๆ คุณควรเลือกแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.honestdocs.co

ติดตามสาระน่ารู้ที่ทางเราจะเอามาฝากได้ที่ : https://www.bar-kay.com