“หอยหมิง” มาทำความรู้จักกับ หอย ที่มีอายุเยอะมากที่สุดในโลก

มาทำความรู้จักกับ หอย ที่มีอายุเยอะมากที่สุดในโลก - สาระน่ารู้

หอยหมิง เป็น หอย ที่มีอายุมากที่สุดในโลกมันมีอายุถึง 507 ปี

  • หอยมิง เป็นหอยกาบ (ocean quahog)
  • “หมิง” นั้นถูกตั้งชื่อขึ้นโดยนักข่าวของ Sunday Times เพราะว่ามันเกิดอยู่ในช่วงระหว่างราชวงศ์หมิงรุ่งเรืองอำนาจพอดี
  • มันถูกพบที่ชายฝั่งของประเทศไอซ์แลนด์ในปี 2006 (พ.ศ. 2549)
  • แต่อนิจจา… นักวิทยาศาสตร์ได้ทำมันตายลงในปีนั้น เนื่องจากพยายามที่จะเปิดฝามันเพื่อพิสูจน์อายุขัย
  • หลังจากที่มันตาย นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการตรวจสอบอายุขัยของมัน พบว่า หอยตัวนี้เกิดในปี 1499 (พ.ศ. 2042) และมีอายุถึง 507 ปี
  • ที่มันมีอายุยืนยาวนั้น เพราะว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ค่อนข้างช้านั่นเอง

ข้อมูลจาก :https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.bar-kay.com/

 

การดื่มน้ำทำให้อาการ เผ็ด ทุเลาลงจริงหรือ ? – สาระน่ารู้

เป็นความเคยชินของทุกคน ที่หากกินอะไรที่ เผ็ด จี๊ดเข้าไปเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นต้มยำ ส้มตำ รสเด็ด รสแซ่บทั้งหลาย รู้ว่าเผ็ดแทบตายแต่ก้อยังชอบที่จะกินกันได้ไม่เบื่อ เมื่อเกิดอาการเผ็ดขึ้นสมองขึ้นมา สิ่งแรงที่ทุกคนทำก่อนเลยก็คือการดื่มน้ำ เพราะมีความเชื่อว่า จะให้อาการเผ็ดร้อนนั้นทุเลาลง แต่ที่จริงแล้วการดื่มน้ำไม่ได้ช่วยให้อาการเผ็ดร้อนหายไป ความเป็นจริงก็คือการยิ่งดื่มน้ำเข้าไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการกระจายความเผ้ดให้แพร่ไปทั่วปากมากขึ้นต่างหาก

การดื่มน้ำทำให้อาการ เผ็ด ทุเลาลงจริงหรือ ? - สาระน่ารู้

วิธีแก้เผ็ดที่ถูกต้องก็คือ การรับประทานข้าว ขนมปังหรือดื่มนมแทน เพราะความหวานจากแฟ้งในข้าว และจากนม จะช่วยการดูดซับสารแคปไซลิน ที่เป็นสารทำให้เกิดความเผ็ดที่อยู่ในพริกให้หมดไปได้ กินเผ้ดคราวหน้าอย่าลืมดื่มนม หรือกินขนมปัง แทนการดื่มน้ำ

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระและข่าวสารอื่น ๆ : https://www.bar-kay.com/

 

ความพิเศษของ สมอง ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ความลับของสมองมนุษย์

 

นักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยา คุณหมอด้านจิตเวศและหมอ สมอง ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ศึกษาวิจัยมาหลายปี เพื่อพยายามค้นหาสาเหตุความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคน ว่าทำไมบางคนล้มเหลวซ้ำๆ แต่บางคนกับประสพความสำเร็จซ้ำๆ

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ในสมองของมนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “นิวรอน”มีลักษณะโครงข่ายเหมือนใยแมงมุมมีแขน ขา เหมือนรากต้นไม้ ส่วนแขนเรียกว่า “แอพซอน” นิวรอนอยู่ในสมองของมนุษย์เป็นล้านๆเซล มีแขนขายืดออกมาเหมือนใยแมงมุมอยู่เป็นมหาศาล ส่วนแขนขาที่ยืดออกมา มันเชื่อมต่อกันด้วยประจุไฟฟ้า เมื่อมนุษย์เครียด มีความกังวลหรือคิดด้านลบมากๆ มันจะส่งกระแสไฟฟ้าเชื่อมต่อกันเป็นล้านๆเซลส่งกันไปมาในสมองของมนุษย์ในด้านลบ

ความพิเศษของ สมอง ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ความลับของสมองมนุษย์

ถ้าคิดเรื่องไม่ดีจนเครียดซ้ำๆนานๆหลายวันจะทำให้นิวรอนใหญ่ขึ้นจับกันเป็นโครงข่ายและแข็งแรง เมื่อมันแข็งแรงขึ้นจะทำให้คนๆนั้นจะมีลักษณะ เครียดง่าย เศร้าง่ายคิดอะไรก็ไม่ประสพความสำเร็จเพราะสมองจะส่งแต่เรื่องลบๆออกมา กระบวนการส่งถ่ายข้อมูลในสมองรับรู้แต่เรื่องไม่สำเร็จ เรื่องไม่ดี จึงเป็นที่มาว่าทำไมบางคนถึงทำอะไรแล้วล้มเหลวซ้ำๆ เพราะการสร้างโครงข่ายของนิวรอนมันเชื่อมต่อเรื่องลบๆหมดเลย เมื่อกระแสประสาทมันส่งผลแบบนี้ ปัญหาตรงนี้จึงเป็นตัวกำหนดอนาคตมนุษย์

แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบขบวนการทางเดินของนิวรอนในสมองใหม่ จากเดิมที่คิดลบให้ปรับและคิดใหม่ มีวิชาอยู่2วิชาที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “เอ็นแอลพี” เอ็นแอลพีในสหรัฐอเมริกาเป็นสถาบัน กระบวนการกลไกรเค๊าจะเข้าไปปรับฉากต่างๆในสมอง และทำทางนิวรอนในสมองใหม่ ทันทีที่คนๆนั้นคิดบวก ปรับทัศนคติใหม่ตั้งความคาดหวังใหม่ ทำทุกๆวันประมาณ1สัปดาห์ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า นิวรอนในสมองเริ่มแตกรากแขนงใหม่เป็นแขนงบวก พอคิดบวกเซลบวกจะจับกันเป็นล้านๆเซล เป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนแขนงด้านลบก็จะค่อยๆหายหรือตายไป คนๆนั้นก็จะเป็นคนที่มีความสุขมองอะไรเป็นบวก การคิดบวกสร้างเซลในสมองใหม่จับขั้วใหม่เปลี่ยนทางเดินมนุษย์ใหม่

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.bar-kay.com/

 

เมื่อเจออาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเรากินมากเกินไป ?

เมื่อเรากินมากเกินไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ? ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อเจออาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว เชื่อเถอะว่าเป็นใครก็ต้องอยากรับประทานเยอะๆ กันทั้งนั้น

ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อเจออาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว เชื่อเถอะว่าเป็นใครก็ต้องอยากรับประทานเยอะๆ กันทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่ากระเพาะอาหารของเราไม่สามารถรับเอาอาหารเล่านี้ไว้ในกระเพาะจนหมดทุกอย่างได้ ซึ่งหากรับประทานอาหารมากเกินไปก็จะทำให้กระเพาะอาหารนั้นทำงานหนักมากเกินไปทำให้เกิดอาการอึดอัด จุก แน่น และส่งผลทำให้เราหายใจลำบากขึ้นด้วย แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรากินมากเกินไป?

ทำความรู้จักกับกระเพาะอาหารกันเถอะ

กระเพาะอาหารของคนเรานั้นหากไม่มีอาหารจะมีขนาดเพียง 0.05 ลิตรดูเหมือนจะมีขนาดเล็กแต่ว่าผนังของกระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อที่หนาและแข็งแรงมากจึงทำให้ผนังกระเพาะมีการยืดหยุ่นและมีการขยายได้มากถึง 50 เท่าของขนาดเดิม และเมื่อรับประอาหารเข้าไปในปริมาณที่มากก็จะทำให้กระเพาะนั้นขยายตัวใหญ่ขึ้นและทำให้เกิดการเบียดกับอวัยวะข้างเคียงอื่นๆ ทำให้ท้องของคนเรานั้นใหญ่ขึ้นไม่เพียงเท่านั้นขณะที่เคี้ยวหรือกลืนอาหาร อากาศก็จะไหลผ่านเข้าไปด้วยนอกจากนี้ท้องและลำไส้ของคนเราก็ยังได้รับแก๊สจากสิ่งที่รับประทานเข้าไปอีกด้วย โดยเฉพาะเครื่องดื่มอย่าง น้ำอัดลม โซดา หรือเบียร์ ซึ่งแก๊สที่มาจากเครื่อดื่มเหล่านี้มันกินพื้นที่ในกระเพาะอาหารเป็นปริมาณมากกว่าการรับประทานอาหารทั่วไปเสียอีก

เมื่อเจออาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเรากินมากเกินไป ?

 

นอกจากนี้ในกระบวนการย่อยอาหาร กระเพาะของเราก็จะผลิตกรดชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า กรดไฮโดรคลอริก ออกมา หากรับประทานอาหารมากๆ ก็จะส่งผลทำให้กระเพาะของเราผลิตกรดไฮโดรคลอริกออกมามากเช่นเดียวกันและสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลังนั้นก็คืออาการกรดไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร ทำให้เรารู้สึกจุก แน่น แสบร้อนกลางแก และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกอิ่มนั้นก็เกิดจากฮอร์โมนอิ่มที่มีชื่อว่า เรคติน

เมื่อรับประทานอาหารอิ่มแล้วฮอร์โมนเรคตินจะสงสัญญาณไปยังสมองในส่วนที่มีชื่อว่า ไฮโปทาลามัส เพื่อสั่งให้ร่างกายนั้นหยุดกินนั้นเอง ฉะนั้นการรับประทานอาหารมากจนเกินไปนั้นไม่เป็นผลดีต่อร่างกายของเราเลยแม้แต่น้อย

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารและสาระมากมายที่ : https://www.bar-kay.com/

 

ภัยร้ายเงียบ “โรคกระดูกพรุน” อันตรายกว่าที่คุณคิด – สาระน่ารู้ !

โรคกระดูกพรุน กลายเป็นปัญหาที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น จากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น นับเป็นภัยเงียบอย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ป่วยไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะกระดูกพรุน เพราะไม่พบว่ามีอาการใดๆ จนกระทั่งล้มแล้วมีกระดูกหัก จึงรู้ว่าเป็นโรคกระดูกพรุน

สาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกเสียคุณสมบัติการรับน้ำหนัก กระดูกเปราะ หักง่าย บางคนอาจตัวเตี้ยลงมากกว่า 2 ซม.ต่อปี เนื่องจากกระดูกสันหลังโปร่งบาง และยุบตัวลงช้าๆ หรือบางคนมีอาการปวดหลังจากการล้ม หรือยกของหนัก

ภัยร้ายเงียบ “โรคกระดูกพรุน” อันตรายกว่าที่คุณคิด - สาระน่ารู้ !

นพ.ประพันธ์ โกมลมาลย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านการบาดเจ็บของกระดูก ประจำโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า “ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เพียงแค่มีแรงกระแทกเบาๆ จากการบิดเอี้ยวตัวอย่างทันทีทันใด ไอ จาม สะบัดมือแรงแล้วข้อมือหัก หรือลื่นล้ม ทำให้กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก หรือกระดูกสันหลังหักได้ง่าย ก่อให้เกิดความพิการหรือทุพพลภาพตามมา และคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง

อาการที่พบได้คือปวดหลัง ซึ่งเกิดจากกระดูกบางมาเป็นเวลานาน อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีกระดูกสันหลังยุบตัว และจะทำให้หลังค่อมและเตี้ยลงได้ นอกจากกระดูกสันหลังแล้ว กระดูกอื่นๆ ที่ถูกทำลายมาก คือ ข้อมือและสะโพก”

เสี่ยงกระดูกหัก..จากโรคกระดูกพรุน

การเกิดกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุนครั้งแรกนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดกระดูกหักครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามมา นำมาซึ่งความพิการ และการเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
หากกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุน อาจส่งผลร้ายตามมา คือ พิการถาวร หรือ ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน และไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนก่อนกระดูกหัก ดังนั้นกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน มีอันตรายสูงมาก ดังนั้นควรป้องกัน และรักษาภาวะกระดูกพรุนทันทีเมื่อทราบ

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขไม่ได้

เพศหญิง เป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าและเร็วกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน หรือต้องผ่าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง การสลายกระดูกจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากขาดฮอร์โมนเพศ จึงเริ่มสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ถึง 40-50%

อายุ มวลกระดูกของคนเราหนาแน่นที่สุดเมื่ออายุประมาณ 30 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ ผู้หญิงที่อายุเกิน 65 ปี โอกาสเกิดกระดูกพรุน ยิ่งอายุยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น

นอกจากนี้ กรรมพันธุ์ ในครอบครัวที่พ่อหรือแม่มีโรคกระดูกพรุนแล้วมีกระดูกหัก ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนแล้วกระดูกหักด้วย และเชื้อชาติ ชาวต่างชาติที่มีผิวขาวและคนเอเชียมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนสูงมากกว่าเชื้อชาติผิวสี

การได้รับ ยาบางชนิด เป็นเวลานานทำให้มวลกระดูกบางลง เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, ผู้ป่วยโรค SLE หรือโรคพุ่มพวง ยาทดแทนไทรอยด์ ยาป้องกันการชัก และถ้าเคยกระดูกหัก โอกาสที่จะเกิดกระดูกหักเพิ่มสูงขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้

แอลกอฮอล์ การดื่มเหล้า เบียร์ หรือแม้แต่ไวน์ในปริมาณมากกว่า 3 ยูนิตต่อวัน ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนเร็วขึ้น บุหรี่ สารพิษนิโคตินเป็นตัวทำลายเซลล์สร้างมวลกระดูกทำให้กระดูกบางลง

ผอมเกินไป คนที่ผอมเกินไป ค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 20 จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า และมีความเสี่ยงกระดูกหักเพิ่มขึ้น 2 เท่าของคนรูปร่างปกติ

ขาดสารอาหาร การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ นอกจากทำให้ร่างกายเสียสมดุลแล้วยังอาจขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างมวลกระดูก โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน

ขาดการออกกำลังกาย คนไม่ออกกำลังกายมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การรับประทานอาหาร ถ้าได้รับเกลือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน ชา กาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน น้ำอัดลมมากกว่า 4 กระป๋องต่อสัปดาห์ และทานโปรตีนมากกว่า 10-15% ในแต่ละมื้อของอาหาร มีความเสี่ยงกระดูกพรุนสูง เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม ส่วนอาหารเค็มจัดและกาเฟอีนยังทำให้ร่างกายขับแคลเซียมมากขึ้นอีกด้วย

สุดท้ายคือ ความอ้วน น้ำหนักเยอะ ส่งผลให้เกิดแรงกระแทกเยอะ อีกทั้งไขมันไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมไปหล่อเลี้ยงกระดูก

วัยทอง คู่กับ โรคกระดูกพรุน …

ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีเนื้อกระดูกน้อยกว่าผู้ชายประมาณ 10-30% และเมื่อหมดประจำเดือนจะมีการสลายของกระดูกมากถึงร้อยละ 3.5 ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่มักจะหมดประจำเดือนเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไปหรือที่เรียกว่า วัยทอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลงทำให้เนื้อกระดูกเปราะ บาง มีผลทำให้กระดูกหักได้ง่ายๆ

การป้องกัน…

ผู้หญิงในวัยทอง ควรดูแลตัวเองให้มากกว่าปกติ ต้องลดความเครียด รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาตัวเล็กๆ ที่กินได้ทั้งตัว กุ้งแห้ง ถั่วแดง ผักคะน้า บรอกโคลี งาดำ กะปิ นม เต้าหู้แข็ง ฯลฯ ซึ่งเป็นสารหลักในการสร้างเนื้อกระดูก ทั้งนี้ ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน การเสริมแคลเซียมไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรง แต่ช่วยยับยั้งการเสื่อมสลายของกระดูกเท่านั้น และควรกินแคลเซียม ควบคู่กับวิตามินดีเสมอ (การกินแคลเซียมนานๆ อาจจะทำให้ท้องผูก) เพื่อช่วยในการดูดซึมได้ดีขึ้น โดยวิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ร่างกายต้องการวิตามินดี วันละ 400-800 หน่วย

ที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งๆละ1 ชั่วโมง แต่ควรเลือกประเภทกีฬาที่เหมาะสม ถ้าเจ็บเข่าข้อเสื่อมก็อย่าวิ่งหนักๆ ให้ขี่จักรยาน เดินเบาๆ บนลู่วิ่ง หรือ เดินเร็วรอบหมู่บ้านแทน เต้นรำ รวมทั้งรำมวยจีนก็เป็นกีฬาที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย (ส่วนการว่ายน้ำไม่ได้ช่วยส่งเสริมสำหรับผู้ป่วยกระดูกพรุน) เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยลดการสลายของแคลเซียมจากกระดูกได้ด้วย และช่วยรักษาสมดุลเรื่องการทรงตัวให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ควรงดการสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และพยายามป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการหกล้ม การป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้นไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ยังเด็ก เพื่อลดโอกาสเกิดโรคดังกล่าวในอนาคต

การตรวจวัดมวลกระดูก…

โดยการตรวจด้วยเครื่องมือรังสีชนิดพิเศษ เป็นวิธีการที่ปลอดภัย ไม่เจ็บปวด ใช้ตรวจกระดูกได้ทุกส่วน แต่ที่นิยมและใช้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด คือ ที่กระดูกสันหลังช่วงเอว และกระดูกสะโพก ซึ่งจะได้ค่าเป็นตัวเลขแสดงความเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐาน

เมื่อไหร่ควรตรวจ…

ผู้ที่มีอาการปกติ ไม่มีภาวะเสี่ยง ควรเริ่มตรวจความหนาแน่นกระดูกเมื่ออายุ 60 ปี

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีประวัติกระดูกหักในครอบครัวจากภาวะกระดูกพรุน หรือรับประทานยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจความหนาแน่นกระดูกเร็วขึ้น เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป และควรรับวิตามินดีจากธรรมชาติให้มากขึ้นด้วยการรับแดดช่วงเช้า ถ้าหลังจากนั้นแดดแรงอันตรายก่อโรคมะเร็งผิวหนังได้

การรักษาด้วยยาเป็นส่วนมาก ไม่ได้ผ่าตัด การผ่าตัดคือเมื่อเกิดการล้มจนกระดูกหักแล้วเท่านั้น

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.bar-kay.com/

 

สาระน่ารู้ !! ดินสอสามเหลี่ยม เหมาะกับเด็กวัยไหนมากที่สุด

 

ดินสอ สามเหลี่ยม เหมาะกับเด็กวัยไหนมากที่สุด สาระน่ารู้

“ดินสอ”ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เราอาจไม่ได้สังเกตว่า ด้ามจับดินสอแบบกลมหรือแบบสามเหลี่ยมนั้นมีความสำคัญต่างกันอย่างไรกับเด็กๆ วันนี้มีคำตอบและเรื่องน่ารู้มาฝากกัน

ในโรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นมักจะให้เด็กเล็ก อายุ 2 ปีขึ้นไป ที่เพิ่งหัดจับดินสอเป็นครั้งแรก ใช้ “ดินสอสามเหลี่ยม” เนื่องจากเด็กๆ จะจับถนัดมือกว่าแบบกลมๆ ทั่วไป และเพื่อฝึกการจับดินสอให้วางนิ้วให้ถูกตำแหน่ง อย่างถูกวิธีได้ง่ายกว่า

อีกทั้งยังใส่ใจแม้กระทั่งความยาวของด้าม จะยาวไปไหม? มุมของดินสอเวลาเขียนจะทิ่มหรือเปล่า ยกตัวอย่าง ดินสอความยาว 12 ซม. จะเหมาะกับเด็กอายุ 2-4 ขวบ ดินสอความยาว 15 ซม. เหมาะกับเด็กอายุ 3-5 ปี และ ดินสอความยาว 17 ซม. เหมาะกับเด็กอายุ 6 ขวบ เป็นต้น

บางโรงเรียนของญี่ปุ่น อาจจะกำหนดเลยว่า ต้องใช้ดินสอไส้ 2B หรือ B เท่านั้น หรือบางโรงเรียนที่เข้มงวดหน่อย ห้ามใช้ดินสอมีลาย และบางโรงเรียนก็ห้ามใช้ดินสอกด กฎเหล่านี้ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน และเผื่อกันเด็กทำดินสอหาย หรือจำของตัวเองไม่ได้ ผู้ปกครองก็จะเลือกเตรียมดินสอแบบสลักชื่อเป็นเซ็ทไว้ให้เลย

ที่มาข้อมูล : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : https://www.bar-kay.com/

ครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ของเจ้าเหมียว “Potato” ที่สูญเสียหูไปทั้งสองข้าง

เรื่องราวแสนอบอุ่นนี้เกิดขึ้นในประเทศจีน Potato เคยเป็นแมวจรจัดอยู่ตามถนน จนได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ พวกเขาพบว่า Potato ป่วยหนักและถูกละเลยอาการป่วยมาเป็นเวลา 2 ปีอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือ สัตวแพทย์ได้ตรวจเจอว่าเจ้าแมวที่น่าสงสารนี้มีโรคเรื้อรังบริเวณหูทั้งสองข้าง แพทย์ได้รักษาโรคจนอาการเริ่มบรรเทาลง แต่โชคร้ายที่โรคร้ายนั้นกลับมาอีกครั้ง แพทย์จึงแนะนำให้ผ่าตัดหูของ Potato เพื่อหยุดยั้งไม่ให้โรคลามไปทั่วร่างกาย

Potato แมวที่สูญเสียหูไปทั้งสองข้างกับครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่นPotato แมวที่สูญเสียหูไปทั้งสองข้างกับครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่น

Potato แมวที่สูญเสียหูไปทั้งสองข้างกับครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่น

เจ้าของอินสตาแกรมที่โพสต์เล่าเรื่องราว คือผู้ที่รับเลี้ยง Potato มาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพวกเขา แมวหนุ่มเคยเป็นแมวเร่ร่อนมาก่อน พวกเขาจึงไม่อาจรู้ได้ว่าตอนนี้แมวอายุเท่าไหร่แล้ว แต่จากการคาดเดาและได้คุยกับมูลนิธิ Potato น่าจะมีอายุประมาณ 6 ขวบ หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Potato จะเป็นลูกที่แสนน่ารักและเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพวกเขาและในที่สุดเจ้าแมวหนุ่มที่น่าสงสารนี้ก็ได้เจอบ้านและครอบครัวที่แสนอบอุ่นของมันเสียที

 

ขอบคูณข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.bar-kay.com/

มาไขข้อสงสัยกันว่า ดาวฤกษ์ – ดาวเคราะห์ มีข้อแตกต่างกันยังไง ?

มาไขข้อสงสัยกันว่า ดาวฤกษ์ - ดาวเคราะห์ มีข้อแตกต่างกันยังไง ?

ดาวฤกษ์ – ดาวเคราะห์ ต่างกันอย่างไร

ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ดวงเดียวในระบบสุริยะ ซึ่งในระบบสุริยะยังประกอบด้วยดาวเคราะห์อีก 8 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ซึ่งนอกจากขนาดและความห่างไกลจากดวงอาทิตย์แล้ว ดาวทั้ง 8 ดวง ยังมีความแตกต่างจากดวงอาทิตย์อีกนั่นคือ เป็นดาวเคราะห์ โดยดาวฤกษ์ คือ ดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง แสงสว่างที่ว่านี้เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ซึ่งเป็นการหลอมรวมโมเลกุลของก๊าซไฮโดรเจน หรือโมเลกุลของฮีเลียมเข้าด้วยกัน เป็นผลให้เกิดธาตุใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเกิดความร้อนและแสงสว่างจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการระเบิดของปฏิกิริยานิวเคลียร์เป็นของแถม
ส่วนดาวเคราะห์เป็นดาวที่ไม่มีแสงในตัวเอง ต้องอาศัยแสงสะท้อนจากจากดาวฤกษ์อื่น หรือดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบ เราถึงจะมองเห็นดาวเคราะห์นั้นได้ โดยดาวเคราะห์เกิดจากเศษซากหรือวัสดุที่ยังหลงเหลืออยู่ภายหลังจากแผ่นจานมวลสารก่อนกำเนิดดวงอาทิตย์แล้ว โดยเป็นการรวมตัวกันของธาตุโลหะหนัก แก๊สต่าง ๆ เศษฝุ่น และอื่น ๆ ทำให้ได้ดาวเคราะห์ที่มีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางดวงเป็นดาวเคราะห์หิน บางดวงเป็นดาวเคราะห์แก๊ส นั่นเอง
ข้อมูลจาก : www.interguardias.com
ติดตามสาระมากมาย : https://www.bar-kay.com/

มารู้จัก เฟนเน็คฟ็อกซ์ สัตว์เลี้ยงสุดน่ารัก สุดแปลกแห่งยุค !

เฟนเน็คฟ็อกซ์ เป็นสุนัขจิ้งจอกชนิดหนึ่งก็เลยทำให้หลาย ๆ คนสงสัยว่าจะเอามาเลี้ยงเหมือนสุนัขทั่ว ๆ ไปได้อย่างไร และกลายเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ เราก็เลยจะขอนำข้อสงสัยดังกล่าวและเรื่องราวเกี่ยวกับ เฟนเน็คฟ็อกซ์ มาบอกเล่าให้ได้รู้กัน จะได้หายข้องใจกันสักทีว่าตกลงแล้ว เฟนเน็คฟ็อกซ์ คือสุนัขจิ้งจอกจากที่ไหน มีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วนำมาเลี้ยงได้หรือไม่กันแน่

มารู้จัก เฟนเน็คฟ็อกซ์ สัตว์เลี้ยงสุดน่ารัก สุดแปลกแห่งยุค !

ลักษณะทั่วไป เฟนเน็คฟ็อกซ์ (Fennec Fox) จัดเป็นสุนัขจิ้งจอกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เพราะมีขนาดเพียง 15 เซนติเมตร น้ำหนักอยู่ที่ระหว่าง 1-1.5 กิโลกรัม ขนสีครีมคาดแถบดำเฉพาะบริเวณหาง มีอายุโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 12-16 ปี

แหล่งที่พบ แต่เดิมอาศัยอยู่ในทะเลทรายซาฮาร่าและพื้นที่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ฉะนั้นโครงสร้างของร่างกายจึงมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพอากาศ เช่น ใบหูที่ใหญ่กว้างเพื่อช่วยในการระบายความร้อน ขนยาวที่ช่วยรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายในตอนกลางคืนและปกป้องผิวจากแสงแดดในตอนกลางวัน นอกจากนี้ยังมีอุ้งเท้าที่แข็งแรงสำหรับการขุดคุ้ย

ลักษณะนิสัย ตามธรรมชาติเฟนเน็คฟ็อกซ์จะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 10 ตัว และมีพฤติกรรมเหมือนสุนัขทั่วไป เช่น ใช้กลิ่นฉี่แบ่งกั้นอาณาเขตและจะเริ่มดุดันก้าวร้าวมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นอกจากนี้ยังเป็นสัตว์ที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ไข่ สัตว์เลื้อยคลาน และแมลงต่าง ๆ อีกทั้งยังใช้ชีวิตอยู่ได้นานแม้ไม่ดื่มน้ำ

วิธีการเลี้ยงดู แม้จะเป็นสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกก็จริง แต่ตอนนี้ก็มีการออกใบอนุญาตและจำกัดโควตาในการส่งออกสำหรับการนำไปเพาะพันธุ์ ซึ่งหากใครจะนำมาเลี้ยงก็สามารถหาซื้อจากฟาร์มหรือร้านค้าที่มีอยู่ในประเทศได้
แม้เฟนเน็คฟ็อกซ์จะชอบความสันโดษอยู่บ้าง แต่ถ้าหากนำมาเลี้ยงก็ควรจะมีเวลามากพอให้กับสุนัขด้วย เพราะไม่อย่างนั้นสุนัขจะไม่เชื่องและก้าวร้าว อีกทั้งมักจะส่งเสียงเห่าในตอนกลางคืนบ่อยครั้ง ฉะนั้นอาจแก้ปัญหาด้วยการขังกรงหรือฝึกฝนตั้งแต่รับมาเลี้ยง ส่วนอาหารที่นำมาให้กินควรจะเป็นอาหารแห้งหรืออาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัข แล้วเสริมด้วยผักกับผลไม้สดหรือแมลงขนาดเล็ก นอกจากนี้ควรหมั่นพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน และขอคำแนะนำในการเลี้ยงดูเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากพยาธิและเห็บหมัดต่าง ๆ

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระ และข่าวสารอื่น ๆ : https://www.bar-kay.com/

ดื่มนม มีประโยชน์อย่างไร ? ช่วงเวลาไหนกินนมละจะมีประโยชน์ที่สุด

ดื่มนม มีประโยชน์อย่างไร ? ช่วงเวลาไหนกินนมละจะมีประโยชน์ที่สุด

ประโยชน์ของการ ดื่มนม

นม เป็นอาหารที่ยอมรับกันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง ครบถ้วนด้วยสารอาหารหลัก 5 หมู่ นมมีโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอมิโนครบถ้วนทุกชนิด โดยเฉพาะชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น ทริปโตเฟน อาร์จินีน (Arginine) ไลซีน วาลีน (Valine) ลิวซีน ไอโซลิวซีน มีไขมันที่เรียกว่า มันเนย ให้พลังงานสูง โดยมันเนย 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 แคลอรี คาร์โบไฮเดรตในนม คือ น้ำตาลแล็กโทส (Lactose) เป็นน้ำตาลชนิดเดียวที่มีในนม ให้พลังงานในอัตรา 1 กรัม ต่อ 4 แคลอรี นมอุดมด้วยเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน ทั้งยังมีวิตามินต่าง ๆ ครบถ้วน เช่น วิตามินเอ บี 1 บี 2 ไนอะซิน (Niacin) กรดแพนโทเทนิก (Pantothenic acid) ไพริดอกซิน (Pyridoxine) ไบโอทิน (Biotin) กรดโฟลิก วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค ELVIRA จึงได้รวบรวมคุณประโยชน์ของการดื่มนมว่าคุณค่าสารอาหารที่กล่าวมาข้างต้นมีประโยชน์กับร่างกายเราอย่างไรบ้าง อ่านแล้วอาจจะทึ่งในประโยชน์ของ “นม” กันเลยทีเดียว

  • น้ำนมมีสารอาหารครบ 5 หมู่จึงช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
  • นม ช่วยทำให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
  • ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายในวัยผู้ใหญ่ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ
  • ไขมันจากนมช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย (ปกติเราจะเรียกว่า “มันเนย”)
  • ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น มีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองของเด็ก ๆ
  • ช่วยบำรุงประสาท (วิตามินบี 1) ช่วยบำรุงหัวใจ (วิตามินบี 1)
  • ช่วยในการทำงานของระบบเซลล์ผิวหนัง (วิตามินบี 2)
  • ช่วยทำให้ระบบประสาทไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น (แคลเซียม)
  • ช่วยทำหน้าที่ยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อ (แคลเซียม)
  • มีส่วนช่วยลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ (แคลเซียม)
  • ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว (แคลเซียม) และช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง (วิตามินบี 12)
  • ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด (วิตามินดี)
  • ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย (วิตามินบี 1)
  • นมสามารถนำไปผลิตเป็น เนย ชีส ครีม โยเกิร์ต ไอศกรีมได้
  • มีงานวิจัยชี้ว่านมช่วยลดน้ำหนักตัวได้ ซึ่งจากการศึกษาโดยใช้นมพร่องมันเนยในเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักพบว่ากลุ่มที่ดื่มนมพร่องมันเนยสามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่ม
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • ดื่มนมในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นแล้วจะช่วยทำให้ตัวสูงขึ้น เพราะแคลเซียมจะช่วยทำให้กระดูกยาวขึ้น ทั้งช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกในวัยเด็ก
  • ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อ (วิตามินดี)
  • ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารเป็นปกติ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก ป้องกันอาการท้องผูก (นมเปรี้ยว)

วิธีการ ดื่มนม อย่างถูกวิธี

การดื่มนมทุกวัน ย่อมทำให้สุขภาพร่างกายดี และการดื่มนมนั้น หากไม่เลือกเวลาดื่มอาจจะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่กล่าวไว้เบื้องต้นก็เป็นได้ มาดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มนมกันดีกว่าเพื่อให้ร่างกายของเรานั้นได้ซึมซับกับของที่มีประโยชน์มากที่สุด

05.00 น.- 07.00 น. กระตุ้นลำไส้ใหญ่ ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่ของเรานั้นมีการทำงานและเคลื่อนไหวมากที่สุด หากเราได้ดื่มนมสด หรือนมเปรี้ยวเข้าไปในเวลานั้น จุลินทรีย์จะเข้าไปทำหน้าที่เคลือบลำไส้ใหญ่ ให้มีการไหลลื่นสิ่งของที่เกาะลำไส้ของเราไหลลงสู่ทวารหนัก และจะทำให้ร่างกายของเรานั้นไม่เก็บของเสียไว้ในร่างกาย

07.00 น.- 09.00 น. กระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ร่างกายของเราต้องการพลังงานมากที่สุด นอกจากต้องการอาหารมื้อเช้าอย่างมากแล้ว หากเราได้ดื่มนมเข้าไปจะทำให้ร่างกายของเรานั้นสดชื่นมากกว่าที่เคยเป็น เพราะอาหารจะเป็นตัวช่วยดูดซับน้ำนมที่เราดื่มเข้าไปในช่วงเช้าส่งสารอาหารเข้าไปเลี้ยงสมองทำให้เรารู้สึกปลอดโปร่งในทุกๆ วัน

09.00 น.- 12.00 น. กระตุ้นการทำงานสมอง ช่วงเวลาของอาหารมื้อเช้าได้หมดลงไป และร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มเติมในช่วงที่ 2 หากเรารับประทานนมเข้าไป ร่างกายจะตอบสนองในด้านความจำ การเรียนรู้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการทำงานในวันนั้นๆ ด้วยเช่นกัน

12.00 น. – 15.00 น. กระตุ้นการทำงานของลำไส้เล็ก การกระตุ้นลำไส้เล็ก เหมาะสำหรับท่านที่ชอบทานนมที่มีไขมันต่ำ 0 เปอร์เซ็นต์

ถึงแม้ว่านมจะมีประโยชน์มากมาย แต่บางคนดื่มนมแล้วจะเกิดอาการท้องเสีย โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายของคนแถบเอเชียจะมีน้ำย่อยสำหรับน้ำตาลแล็กโทสเพียงช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 4-5 ปี หลังจากนั้นน้ำย่อยจะค่อยๆ ลดลงจนหมดไป เมื่อดื่มนมเข้าไป น้ำตาลที่ไม่ถูกย่อยจะทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารจนเกิดกรดและแก๊ส ทำให้มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด และท้องเสีย

ยุคปัจจุบัน มีคนไทยจำนวนมากเติบโตในยุคที่รณรงค์ส่งเสริมถึงคุณประโยชน์ของนม จึงได้ดื่มนมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ แบคทีเรียในลำไส้จะสร้างน้ำย่อยตัวนี้ขึ้นมา จึงไม่เกิดปัญหาการย่อยนมที่ดื่ม สามารถปรับแก้ได้โดยการเริ่มดื่มนมวันละครึ่งแก้ว หรือ 4-5 อึก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำย่อย แล้วค่อยเพิ่มปริมาณนมขึ้นเรื่อย ๆ จนดื่มได้เป็นปกติ หรืออาจเลือกกินผลิตภัฑณ์นมอื่น ๆ อย่างโยเกิร์ตหรือเนยแข็งแทน

ข้อควรระวัง

  • บางคนคิดว่าการรับประทานยาพร้อมกับนมจะมีประโยชน์กับร่างกาย คุณคิดผิดแล้ว ! เพราะมันอาจจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของยาได้ ทำให้ความเข้มข้นของยาในเลือดลดลง ดังนั้น คุณไม่ควรดื่มนมก่อนหรือหลังรับประทานยา 1-2 ชั่วโมง
  • สำหรับใครที่ชอบดื่มนมอุ่นๆ การต้มนมให้เดือดด้วยอุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส อาจจะทำให้น้ำตาลในนมไหม้เกรียมได้ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ แคลเซียมเกิดตะกอนทำให้ดูดซึมได้ยากขึ้น ทางที่ดีการต้มเพื่อฆ่าเชื้อในนมใช้อุณหภูมิที่ 60 องศาเซลเซียสประมาณ 6 นาที หรือที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสประมาณ 3 นาทีก็เพียงพอแล้ว
  • การเติมน้ำมะนาวหรือน้ำส้มลงในนมอาจจะไปทำลายโปรตีนในน้ำนมได้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
  • คุณหรือลูกน้อยของคุณไม่ควรรับประทานข้าวต้มพร้อมกับการดื่มนม เพราะจะไปทำลายวิตามินเอในนมได้ และจะส่งผลให้เด็กเจริญเติบโตช้า

ถึงแม้นมจะมีคุณประโยชน์ที่หลากหลายก็ตาม แต่หากเราดื่มนมไม่ถูกวิธี หรือไม่ถูกช่วงเวลาก็มีส่วนทำให้เราไม่ได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่ควรจะได้รับจากนมได้อย่างเต็มที่ เมื่อรู้ประโยชน์จากนมมากมายขนาดนี้แล้วใครที่ไม่ชอบดื่มนมคงต้องเปิดใจลองดื่มแล้วละ

แหล่งข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามสาระต่าง  : https://www.bar-kay.com/