เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)  สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1566 โดยหัวหน้าของกลุ่มอัศวินเซนต์จอห์น ชื่อ Grandmaster Jean Parisot De Valette หลังจากถูกปิดล้อมครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Siege) จากจักรวรรดิออตโตมัน จึงทำให้วาเลตตาล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมือง และป้อมปราการ ตามสถาปัตยกรรมสมัยศตวรรษที่ 16 ยุคบารอก (Baroque)

ผสมผสานกับยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) ยุคคลาสสิค (Classic) ความโดดเด่นของอาคารเก่าแก่ที่สมบูรณ์สวยงาม จนได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1980 ให้เป็นเมืองแห่งมรดกโลกอันทรงคุณค่า กลายเป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหล กลมกลืนกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งที่เรือสำราญ เรือยอร์ชเข้ามาเทียบท่าตลอดทั้งปี สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และรายได้ให้กับเศรษฐกิจในประเทศอย่างมหาศาล

สามเมือง (The Three Cities)

เป็นคำที่ใช้เรียกเมืองวิตตอริโอซา (Vittoriosa) กอสปีกัว (Cospicua) และเซงเกลีย (Senglea) ในประเทศมอลตาค่ะ เป็นสามเมืองยุคกลางที่แข็งแกร่ง โดยประชากรรวมกันทั้งหมดประมาณ 10,808 คน และเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในสามเมืองนี้คือ วิตตอริโอซาซา (Vittoriosa) หรืออีกชื่อคือบีร์กู (Birgu) ค่ะ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน

เริ่มต้นกันที่ประตูเเมืองวิตตอริโอซา (Vittoriosa City Gate) เป็นการผสมผสานกำแพงเมือง ให้เข้ากับความโมเดิร์นในปัจจุบัน จนกลายคอมเพล็กซ์เซ็นเตอร์ที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า และสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตในแห่งเดียวกัน เมื่อเดินผ่านประตูเมืองเข้ามาจะพบกับ วงเวียนน้ำพุไทรทัน (Triton Fountain)

เป็นมุมนั่งเล่นพักผ่อนถ่ายรูปคู่กับสายน้ำที่เต้นระบำกลางน้ำพุ ช่วยให้บรรยากาศรอบๆ เย็นสบาย และยังเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อไปแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมได้อีกด้วยค่า เช่น จัตุรัสรีพับบลิค (Republic Square) มีรูปปั้นสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ในศตวรษที่ 19 ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่หน้าหอสมุดแห่งชาติ

ถัดมาเป็นวังของอินควิสเตอร์ (Inquisitor’s Palace) เคยเป็นสถานที่สำหรับพิจารณาตัดสินนักโทษในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา แสดงถึงความเป็นมาของชนชาติมอลตา และใครที่ชอบดูละครเวที ขอแนะนำโรงละครมาโนเอล (Manoel Theatre) หนึ่งในโรงภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป ตกแต่งอย่างหรูหราสวยงามจนต้องบอกต่อเลยละ ไปชมความเริ่ดหรูกันต่อที่

พระราชวังแกรนด์มาสเตอร์ (Grandmaster’s Palace)

สร้างขึ้นโดยเซนต์จอห์น ระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 18 ปัจจุบันกลายเป็นทำเนียบประธานาธิบดี และพิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพวาด ภาพจิตรกรรมฝาผนังสไตล์บารอก บอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของเหล่าอัศวิน อาวุธสมัยโรมัน ชุดโลหะเกาะ และงานศิลปะเป็นจำนวนมาก เดินชมกันไปเรื่อยๆ ให้ศิลปะซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปเลยค่ะ 555

เดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ก็ต้องหลงใหลไปกับการตกแต่งบ้านเรือนของผู้คนในเมืองด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิด และที่พิเศษสุดๆ คือ สวนบารัคคา (Barracca Gardens) ที่ตั้งอยู่บนป้อมปราการเซนต์ปีเตอร์แอนด์พอล (St. Peter & Paul Bastion) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1661 โดยอัศวินชาวอิตาเลียน เป็นสวนลอยฟ้าท้าความเสียวจร้า!!! เราจะต้องขึ้นลิฟท์เหล็กที่ความสูงถึง 60 เมตร ภายในแบ่งเป็น 2 ส่วน

คือ Upper Barracca และ Lower Barracca ตกแต่งด้วยน้ำพุดอกไม้ มีแนวซุ้มโค้งอย่างสวยงาม และช่วงเที่ยวของทุกวันจะมีพิธีการยิงปืนใหญ่ แสดงความระลึกถึงเหล่าอัศวินผู้กล้า สวนบารัคคาเป็นจุดที่สูงที่สุดในเมืองวัตเลตตา เราสามารถมองเห็นวิวทะเลอ่าวแกรนด์ฮาร์เบอร์ (The Grand Habour) และสามเมืองได้อย่างชัดเจน ฟินสุดๆ ไปเลยจ้า

จากนั้นเราไปชมสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์กันที่ พิพิธภัณฑ์ทางทะเลมอลตา (The Malta Maritime Museum) ภายในจัดแสดงสมอเรือทำจากตะกั่ว สมัยโรมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาวุธของเหล่าอัศวินยุคโรมัน อายุมากกว่า 2,000 ปี เรือโบราณสมัยศตวรรษที่ 18 และศิลปะวัตถุอื่นๆ เสร็จแล้วเราไปดูความใหญ่โตของกำแพงสูงริมทะเล ตั้งอยู่สุดปลายแหลมของแผ่นดินมอลตากันที่ ป้อมปราการเซนต์เอลโม (Fort Saint Elmo) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 บริเวณด้านล่างเป็นพิพิธภัณฑ์สงครามแห่งชาติ

จัดแสดงเหรียญตรา อาวุธ รถถัง เครื่องบิน และสิ่งของในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในอดีตเคยเป็นคุกขังเชลยศึกมาก่อน สำหรับด้านบนมีปืนใหญ่ประจำจุดต่างๆ ตรงนี้เราสามารถชมวิวท่าเรือมาร์ซักลอกก์ และท่าเรือแกรนด์ฮาร์เบอร์ ได้เต็มตาทั้งสองฝั่งเลยล่ะ จากนั้นเดินเลียบไปตามถนนริมทะเล จะเห็นอนุสรณ์ Siege Bell Memorial ระฆังสีทองขนาดใหญ่สไตล์นีโอคลาสิก อยู่คู่กับรูปปั้นคล้ายคนกำลังนอน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1992 เพื่อสดุดีแก่ผู้เสียสละชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง และในตอนเที่ยงของทุกวัน จะมีการตีระฆังระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านด้วยมาค่ะ

ไฮไลท์อีกแห่งของวาเลตตา ที่นักท่องเที่ยวต้องมาดูความสวยงามยิ่งใหญ่อลังการคือ มหาวิหารเซนต์จอห์น (St John’s Co-Cathedral) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองวัลเลตตา สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1577 ออกแบบโดย Gerolamo Cassar ชาวมัลติส หนึ่งในสถาปัตยกรรมบารอกชั้นสูงของยุโรป ด้านหน้ามหาวิหารโดดเด่น แปลกตาเห็นมาแต่ไกลเลยค่ะ คือหอคอยคู่ ที่ด้านหนึ่งจะเป็นระฆังใหญ่ ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นกับนาฬิกา จำนวนสามเรือน บอกวันเวลา และสัปดาห์ ภายในมหาวิหารเป็นห้องโถงขนาดใหญ่

รูปทรงหลังคาโค้งสร้างขึ้นจากหินอ่อนแกะสลักทั้งหมด และถ้ามองขึ้นไปด้านบนเห็นภาพวาดลวดลายสวยงาม ตกแต่งด้วยสีทองจากทองคำเปลวสุกสว่างหรูหราตระการตาไปทั่วห้อง ส่วนพื้นด้านล่างก็เป็นภาพวาดหินอ่อน บอกเล่าเรื่องราวอัศวินนักบุญเซนต์จอห์นในอดีต นอกจากนี้ยังมีห้องขนาดเล็ก สำหรับสวดมนต์ เก็บรักษาเครื่องสักการะ ห้องจัดแสดงตราของอัศวิน Raymundo de Vere ufaและพิพิธภัณฑ์เซนต์จอห์น สำหรับเก็บภาพวาด “The Beheading of St John The Baptist” ของจิตรกรดังระดับโลกอย่างคาราวัจโจ (Caravaggio) เป็นภาพวาดเพียงชิ้นเดียวของคาราวัจโจ ที่มีลายเซ็นด้วยเลือดของตัวเอง เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของศิลปินจริงๆ

มหาวิหารเซนต์จอห์น เข้าชมได้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ เปิดเวลา 09.30 -16:30 น. วันเสาร์ 09.30 -12:30 น. แต่ประตูปิดให้เข้าชม 30 นาที ก่อนเวลาปิดจริงค่ะ ใครไปต้องดูเวลาให้ดีน้า…เดี๋ยวจะพลาดได้ สำหรับค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 10 ยูโร บัตรนักเรียน 7.50 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเข้าฟรีเลยค่ะ

ป้อมเซนต์แองเจโล (Fort Saint Angelo) สร้างโดยเหล่าอัศวินเป็นที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์การรบ หลบภัย ทอดสมอเรือ และการค้าขายในอดีต จนเรียกได้ว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดของประวัติศาสตร์มอลตาเลยทีเดียว ภายในป้อมมีร้านอาหารสีสันสดใส ให้นั่งพักเหนื่อย หรือจะไปนั่งชิลล์ ริมแม่น้ำบีร์กู (Birgu River) ท่าเทียบเรือยอร์ชสุดหรู บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยคาเฟ่น่านั่งรับลมจิบกาแฟ และร้านอาหาร ทะเลจิบไวน์เบาๆ ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศสบายๆ ที่แฝงไปด้วยความหรูหรา มันช่างฟินเวอร์ไม่ใช่น้อยเลยค่ะ

เมืองกอสปีกัว (Cospicua) เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

มีขนาดใหญ่ที่สุดในสามเมือง ตั้งอยู่ตรงข้ามวัลเลตตา สร้างขึ้นโดยเซนต์จอห์นในศตวรรษ 16 และ 17 สำหรับเป็นสถานที่หลบภัย และป้อมเฝ้าระวังศัตรู เพราะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ แบบพาโนราม่าเลยทีเดียว ต่อมาได้ฟื้นฟูและการพัฒนาเป็นท่าเรือ และอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้ได้รับความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นอย่างมาก จนถึงกับมีการสร้างอนุสรณ์สถานสงคราม (The War Memorial) อยู่ด้านหน้าโบสถ์ Parish Church ในปี ค.ศ. 1994 โดย Michael Camilleri Cauchi เพื่อแสดงถึงชัยชนะในสงคราม และเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสิ้นสุดของสงคราม

และสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปดูด้วยตาตนเองก็คือ โบสถ์โดมแห่งโมสตา (Rotunda of Mosta) หรือโดมแห่งปาฏิหาริย์ (The Parish Church of Immaculate Conception) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสิก เป็นโดมไร้เสาขนาดใหญ่อันดับสามของโลก มีชื่อเสียงอย่างมาก ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ จากเหตุการณ์ในสงครามโลกที่ผ่านมา

ได้มีเครื่องบินทิ้งระเบิดน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม ตกทะลุลงมาตรงใจกลางโบสถ์ในขณะที่ชาวเมืองกว่า 300 คนกำลังสวดมนต์กันอยู่ด้านใน แต่ระเบิดกลับไม่ทำงาน แม้ว่าบริเวณรอบๆ ทั้งบ้านเรือนอาคาร ป้อมปราการ ระเบิดกันตูม ตูม ตูม!!! สนั่นหวั่นไหวจนสร้างเสียหายไม่ใช่น้อย Oh My God!!! #สายมูเตรู# ตัวจริงอย่างเรา ต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวงจร้าาา

อุ๊ๆ มาชมเสน่ห์ของ เมืองเซงเกลีย (Senglea) ตั้งอยู่บนคาบสมุทรยื่นออกไปในทะเล ที่นี่ยังมีคอลเลคชั่นอาคารเก่าแก่ศิลปะสวยงาม แนววินเทจให้ได้ชื่นชม ถ่ายรูปชิคๆ กันอีกด้วยนะจ้า เริ่มกันที่ โบสถ์ Basilica of the Nativity of Mary ufabetตั้งอยู่กลางใจเมือง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1580 โดยสถาปนิก Vittorio Cassar เพื่อเป็นอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของคริสเตียนหลังจากการบุกโจมตีครั้งใหญ่

ต่อมาโบสถ์แห่งนี้ถูกทำลายด้วยระเบิดในปี ค.ศ. 1941 และบูรณะปรับปรุงขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1956 ภายในตกแต่งด้วยสีทอง และภาพวาดความเชื่อในศาสนาคริสต์ ที่เห็นแล้วสัมผัสได้ถึงแรงศรัทธาของชาวเมืองแห่งนี้เป็นอย่างมาก จากนั้นเราไปดูอะไรเบาๆ แปลกตากันต่อที่ แทงบอลสวน Gardjola สวนแห่งนี้มีความพิเศษอยู่บริเวณหอคอยหิน แกะสลักรูป ตา หู และนก แสดงถึงสัญลักษณ์ตัวแทนของผู้ปกครองชายฝั่งมอลตา และในบริเวณท่าเรือแกรนด์ฮาร์เบอร์ วันที่ 31 มีนาคมและ 8 กันยายนของทุกปี จะมีการจัดงานเฉลิมฉลอง กิจกรรมแข่งเรือแบบดั้งเดิม ตามถนนหนทางบ้านเรือนประดับประดาไปด้วยไฟรอบเมือง จุดพลุดอกไม้ไฟริมทะเลอย่างสวยงาม

เที่ยวเกาะโกโซ (Gozo island) เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

เกาะโกโซ หรือเกาะคาลิปโซ่ (Isle of Calypso) ชื่อธิดาของเทพแอตลาส แห่งเผ่าไททันในตำนานกรีก เป็นเกาะกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางเหนือของเกาะมอลตา เราต้องนั่งเรือเฟอรี่จากท่า Cirkewwa แทงบอลออนไลน์ข้ามไปยังท่าเรือ Mgarr บนเกาะโกโซ ค่าเสียหายก็ 4 ยูโรเท่านั้น ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง การท่องเที่ยวบนเกาะนี้ก็สะดวก มีรถบัส Hop-On Hop-Off พาตระเวนไปเที่ยวรอบเกาะ หรือจะเช่าแท็กซี่ ขี่จักรยานชมเกาะก็ได้ค่ะ เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศที่โรแมนติกริมฝั่งทะเล

จนเราต้องหลงใหลไปกับมนต์เสน่ห์แห่งเกาะในตำนานกรีก และถือโอกาสเช็คอินตามรอยซีรีย์ดังอย่าง Game of Thrones ที่นี่เลยจ้า หน้าต่างแห่งอาซูเร (Azure Window) ตั้งอยู่ที่อ่าวดเวราจา (Dwejra Bay) ซุ้มประตูหินโค้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คล้ายกับหน้าต่าง มีความกว้างกว่า 100 เมตร และสูง 50 เมตร ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซานลอว์เรนซ์ (San Lawrenz) เกิดจากการถูกคลื่นกระแทก และกัดเซาะเป็นเวลาหลายล้านปี เป็นจุดดำน้ำชื่อดัง และเป็นหนึ่งในฉากซีรีย์ดังอย่าง Game of Thrones ทำให้เกาะโกโซเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่ว่าช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่หน้าต่างแห่งอาซูเรได้ถล่มลงไปในท้องทะเล โดยไม่มีใครคาดคิดจากเหตุการณ์พายุใหญ่พัดเข้าชายฝั่งในปี ค.ศ. 2017

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *