วัดโบสถ์ เมืองบางขลัง

วัดโบสถ์ เมืองบางขลัง พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่มีความงดงาม สมบูรณ์ เป็นร่วมสมัยศิลปสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ประทับนั่งบนฐานสำเภาสังฆาฏิเขี้ยวตะขาบ พระพักตร์ทรงรูปไข่ ขนาดหน้าตัก กว้าง 5 ศอก สูง 7 ศอก ถูกฝังอยู่ใต้ดินในท่านอนตะแคงอยู่ใต้ดินลึกลงไปเพียง 2 เมตร ตรงตาม”นิมิต”ทุกประการ พร้อมกับพระเครื่องอีก 3 กรุ แม้จะพบเพียง 2 กรุ แต่ชาวบ้านเชื่อว่ากรุที่ 3 อยู่ภายในเศียรพระพุทธรูปที่ชาวบ้านไม่คิดจะกระเทาะเปิดดู

พระพุทธรูปที่ขุดพบชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อขาว” ครั้งแรกที่ขุดพบก็เป็นพระพุทธรูปสีขาว จึงนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดโบสถ์ ชาวบางขลังให้มีความเลื่อมใสศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของ “หลวงพ่อขาว” พระพุทธรูปโบราณที่ยังคงทน ผ่านกาลเวลามากว่า 700 ปี แม้แต่รถไถเครื่องจักรหนักก็ไม่อาจทำให้องค์พระพุทธเสียหายได้ชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองบางขลัง และช่วยกันระดมทุนสร้างอุโบสถครอบองค์ “หลวงพ่อขาว” ด้วยความกรุณาของนายแพทย์ปราเสริฐ อาจารย์วัลลีย์ ปราสาททองโอสถและคณะได้มีจิตศรัทธานำผ้ากฐินมาถวายที่วัดและนำเงินมาบำรุงเป็นเงิน 555,700 บาท เจ้าอาวาสจึงได้รวบรวมเป็นทุนประเดิมในการก่อสร้างอุโบสถศิลปสุโขทัยประยุกต์  โดยมี นายก่อเกียรติ  ทองหยุด และพล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น เป็นสถาปนิก นายชัชวาลย์  คล้ายมุข เป็นวิศวกรผู้คุมก่อสร้าง ประมาณการค่าใช้จ่าย 10 ล้านบาท

โดยมีพระคุณเจ้าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นประธานวางศิลาฤกษ์อุโบสถหลังใหม่

วัดโบสถ์ เมืองบางขลัง เดิมทีวัดโบสถ์เป็นวัดร้าง  ชาวบ้านคลองแห้งหมู่ 1 ต.เมืองบางขลังได้อพยพเข้ามาบุกเบิกที่ดินทำไร่ทำนาที่บริเวณใกล้เคียงรอบๆวัดโบสถ์แห่งนี้ประมาณ พ.ศ. 2507 ได้นิมนต์หลวงพ่อหยวก  สุทธจิตโต สิทธิวิหาสิก ในท่านเจ้าคุณพระสวรรค์วรนายก อดีตเจ้าคณะจังหวัดสังคโลกและเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัยมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปแรกของสำนักสงฆ์เพื่อพ.ศ.2511

หลวงพ่อหยวก สุทธจิตโต อยู่ปฏิบัติศาสนกิจได้ 3 ปีก็มรณภาพ จากนั้นสำนักสงฆ์แห่งนี้ก็ทรุดตลอดเวลา บางพรรษาไม่มีพระเณรแม้แต่รูปเดียว อุบาสกอุบาสิกาต้องไปบำเพ็ญที่วัดห่างไกลออกไป

ด้วยความเมตตาของท่านเจ้าคุณพระพิศาลพัฒโนดม เจ้าคณะสังคโลกได้มอบหมายให้พระมหาบุญมี ภูริมงคลจาโร เปรียญธรรม 4 ประโยค มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสได้ยกฐานะวัดโบสถ์ร้างเป็นวัดตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปัจจุบันมีพระสงฆ์ 14 รูป สามเณร 2 รูป

จากซากทางโบราณคดีที่พบในเมืองโบราณบางขลังอีกหลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าในอดีตกาลเมืองแห่งนี้น่าจะรุ่งเรืองและเป็นเมืองที่สำคัญในช่วงสมัยสุโขทัย โดยเฉพาะวัดโบสถ์ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองบางขลังด้านทิศหรดี(ตะวันตกเฉียงใต้) มีวัดโบราณที่มีฐานอุโบสถโบราณอยู่ด้านทิศตะวันออกของสระน้ำโบราณเหลือไว้แค่เศษใบเสมากองอยู่อย่างไร้ค่าหน้าโบสถ์ที่สร้างอาคารทับบนซากโบสถ์เก่าใช้ทำสังฆกรรมและกำลังจะหักพังพร้อมที่จะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ และขุดพบเตาเผาโบราณอีก 3 แห่ง

ตัวเมืองบางขลังเป็นชุมชนโบราณ มีกำแพงเมืองชั้นเดียวที่ก่อถมสูงขึ้นเป็นกำแพงเนินดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านกว้างของเมืองอยู่ทางด้านทิศเหนือ และทิศใต้มีความกว้างด้านละประมาณ 240  เมตร ด้านยาวของเมืองอยู่ทางด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตก มีความยาวด้านละประมาณ 280เมตร คิดเป็นพื้นที่ตัวเมืองประมาณ 40 ไร่ คูเมืองกว้างประมาณ 20 เมตร ขุดเป็นแนวยาวรอบกำแพงทั้งสี่ด้าน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และหลักฐานทางโบราณคดีของเมืองบางขลัง

 

อื่นๆเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *