หมู่บ้านวัฒนธรรมคาทาร่า (Katara Cultural Village)

หมู่บ้านวัฒนธรรมคาทาร่า (Katara Cultural Village) ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันออกระหว่างเวสท์เบย์ และเดอะ เพิร์ล กาตาร์ (The Pearl Qatar) เป็นสถานที่รวบรวมเอาศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ ของกาตาร์ไปจนถึงโลกอาหรับเอาไว้ในที่เดียว

สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมตะวันออกผสมผสานกับความโรแมนติกแบบย้อนยุค ซึ่งแตกต่างจากอาคารทางวัฒนธรรมอื่นๆ ในโดฮา จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อมุ่งหวังสนับสนุนวัฒนธรรม ให้เกิดการรับรู้ในกาตาร์ เพิ่มพลังทางศิลปะผ่านการจัดการจากหลายองค์กร และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของกาตาร์นั่นเอง

การออกแบบสถานที่มีตรอกซอกซอยแบบกาตาร์ดั้งเดิม เรียกว่าอัล ฟารีจ (Al Fareej) และทำให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ทางศิลปะ และวัฒนธรรมต่างๆ เช่น งานคาร์นิวัลส์ กิจกรรมทางสังคม งานสัมมนาปภิปราย และศิลปะทุกแขนง รวมถึงการจัดนิทรรศการที่มีตลอดทั้งปีด้วย

ภายใน หมู่บ้านวัฒนธรรมคาทาร่า มีมหรสพรูปครึ่งวงกลม (Amphitheater) ที่ผสมผสานความเป็นอิสลาม และโรงละครแบบกรีกคลาสสิค มีพื้นที่ 3,275 ตารางเมตร อัฒจันทร์มีที่นั่งจุได้ถึง 5,000 คน ใช้จัดงานอีเว้นท์ เช่นการชมภาพยนตร์กลางแจ้ง หรือแม้แต่จัดคอนเสิร์ต

ยังมีสถานที่น่าสนใจ อย่างโรงละครโอเปร่า (Katara Opera House) ที่ตั้งของกาตาร์ ฟิลฮาโมนิค ออเครสตร้า (Qatar Philharmonic Orchestra) เสิร์ฟประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่หรูหราผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบตะวันออก และวิคตอเรียนตอนปลาย แถมยังสามารถจุได้ถึง 550 คนกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีหอคอยนกพิราบ (Pigeon Tower) ขนาดใหญ่ มัสยิดคาทาร่า (Katara Mosque) มัสยิดทองคำ (Golden Mosque) หอศิลป์ สิ่งอำนวยความสะดวกทางวิชาการต่างๆ ร้านอาหารนานาชาติ ร้านกาแฟ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สถานประกอบการธุรกิจต่างๆ ท้องฟ้าจำลองสุดไฮเทค อ่านต่อ

กระแจะ (Kratie)

กระแจะ เมืองเล็กๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา มีขนาดเล็ก ประชากรไม่มาก แถมอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง แต่ที่นี่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง (Mekong River) มีพื้นที่ของชายหาด เกาะสีเขียวหลายร้อยแห่งรวมถึงแหล่งน้ำวน

ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เมืองกระแจะสวยละมุนไปด้วยภาพสันทราย และเกาะขนาดใหญ่ทางด้านหน้าแม่น้ำที่คดเคี้ยวไปมา ดีงามเบอร์ใหญ่มั่กมากกก

การมาชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่แม่น้ำโขง กินขนม เครื่องดื่มไปชมวิวแม่น้ำเย็นสบาย เป็นกิจกรรมชิลๆ สุดฟินที่บอกเลยว่าสายเที่ยว สายชิลต้องโดนใจ หรือจะสำรวจเส้นทางแม่น้ำโขงโดยเลือกเข้าพักที่โฮมสเตย์ในเกาะได (Koh Phdau) ที่นี่เลิศเลอในเรื่องความเป็นส่วนตัวไม่แพ้เกาะอื่นๆ ให้ฟิลลิ่งความโรแมนติกเพิ่มเข้าไปอีกนิดนึงด้วยทัศนียภาพของตึกราบ้านช่องที่มีความตะมุตะมิ มีทัวร์ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินด้วย

ไฮไลท์สำคัญของการท่องเที่ยวหลักเมืองกระแจะคือ ปลาโลมาอิรวดี (Irrawaddy Dolphin) ที่หายาก จุดชมวิวปลาโลมาอิรวดีที่ดีที่สุดอยู่ที่หมู่บ้านกัมปี (Kampi Village) อยู่ห่างออกไปทางเหนือของเมืองกระแจะ อ่านต่อ

เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น หรือ Jiufen (Chiufen)

เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น ที่สร้างแรงบันดาลใจให้อนิเมะชื่อดัง จนกลายเป็นต้นแบบโรงอาบน้ำใน Spirit Away การ์ตูนญี่ปุ่นที่หลายๆ คนต่างก็รู้จัก ทำให้จิ่วเฟิ่นกลายเป็นสถานที่เที่ยวยอดฮิตขึ้นมา ที่นี่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ว่ากันว่าเคยเป็นเหมืองทองที่รุ่งเรืองมากในสมัยนั้น ในช่วงสงครามญี่ปุ่นได้เข้ามารุกรานจึงทำให้อาคารบ้านเรือนในพื้นที่นี้เป็นเหมือนสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นอยู่มาจนทุกวันนี้

หมู่บ้านถูกรายล้อมไปด้วยภูเขา และแม่น้ำเล็กๆ อีกหลายสายไหลผ่าน ตอนเย็นทุกตรอกซอกซอยจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ตามทางเดินถูกประดับตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดง เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของจิ่วเฟิ่นเลยก็ว่าได้ อ่านต่อ

พุกาม (Bagan)

พุกาม (Baganเคยเป็นเมืองหลวงในช่วงศตวรรษที่ 9 ถึง 13 ต่อมาราชอาณาจักรแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ผืนแรกของชาวพม่า อาณาจักรพุกามคือแหล่งวัฒนธรรมชาติพันธุ์พม่า ที่รวมพุทธศาสนาเถรวาทที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของประเทศนี้ไว้ค่ะ

เมืองพุกามได้รับอิทธิพลจากการปกครองที่เข้มแข็ง วัดกว่า 1,000 แห่งถูกสร้างขึ้นรอบที่ราบของเมืองหลวงริมแม่น้ำอิรวดี เพื่อการสร้างรากฐานของศาสนาที่มั่นคง หลังช่วงศตวรรษที่ 13 จากการรุกรานของชาวมองโก เมืองพุกามล่มสลายลงกลายเป็นเพียงชุมชนเล็ก ไม่ได้รับการฟื้นฟู เป็นเพียงปลายทางสำหรับผู้เดินทางแสวงบุญเท่านั้น

จากนั้นในช่วงเวลา 500 ปีให้หลัง วัดหลายแห่งได้มีการเริ่มถูกบูรณะเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน แต่จากการปรับปรุงที่ไม่ได้ถูกใส่ใจนักจากรัฐบาลในปี ค.ศ. 1990 ทำให้พุกามไม่สามารถติด 1 ในมรดกโลกของยูเนสโกได้ เนื่องจากมีการสร้างสนามกอล์ฟ รวมถึงหอนาฬิกาขึ้นในเขตเมือง

แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดการเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยวของเมืองพุกามได้ ด้วยจุดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วย 2,200 เจดีย์ และวัดทำให้พุกามกลายเป็นแหล่งโบราณคดีที่ล้ำค่าที่สุดในเอเชีย ที่มากับชื่อ “เมืองพันวัด” อ่านต่อ

หุบเขาไทหลู่เก๋อ (Taroko Gorge)

หุบเขาไทหลู่เก๋อ (Taroko Gorge) หรือที่คนไทยหลายๆ คนเรียกกันติดปากว่า หุบเขาทาโรโกะ ที่ได้ถูกจัดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ มีชื่อเรียกว่า อุทยานแห่งชาติไทหลู่เก๋อ (Taroko National Park) มีพื้นที่กว้างกว่า 1,200 ตารางกิโลเมตร และภูเขาที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,400 เมตร มีขนาดใหญ่กินพื้นที่ 3 จังหวัดของประเทศไต้หวัน ได้แก่ จังหวัดฮัวเหลียน  ไทจง และหนันโถว “ไทหลู่เก๋อ” หมายถึง ความวิเศษและงดงาม เป็นชื่อที่มีต้นกำเนิดมาจาก Truku ชนเผ่าอะบอริจินที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

หุบเขาไทหลู่เก๋อนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากแรงชนของเปลือกโลกอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดเป็นภูเขาสูงและมีขนาดหลายกิโลเมตร มีพื้นผิวเป็นหินแปร เช่น หินอ่อน หินไนส์ และ หินชีสต์ ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีสีนวลจึงทำให้ถูกเรียกว่า ภูเขาหินอ่อน หรือ Marble Mountain

ในอุทยานจะมี Visitor Center ที่จัดนิทรรศการเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ และประวัติของไทหลู่เก๋อให้ได้ศึกษากันคร่าวๆ ก่อนจะได้ไปสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติด้วยตาตัวเอง เช่น เส้นทางเดินชมธรรมชาติ Xiaozhuilu สะพาน Cimu สะพานแขวนที่ตั้งพาดขนาบไปกับแม่น้ำสายหลักของไทหลู่เก๋อนั่นก็คือ แม่น้ำหลี่วู ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามของสายน้ำสีเขียวดั่งมรกต ที่ไหลผ่านเคียงคู่ไปกับหุบเขาไทหลู่เก๋อ เส้นทางหุบเขาลึกลับ หรือที่เรียกว่า Mysterious Valley Trail

เส้นทางเดินหุบเขา Shakadang และ Swallow Grotto เป็นจุดชมวิวที่เชื่อมต่อกับ อุโมงค์เก้าโค้ง (Tunnel of Nine Turns) ซึ่งต้องเดินทะลุอุโมงค์หินผากับช่องทางเดินที่ไม่ได้กว้างหรือสูงมาก ตรงนี้ก็จะแอบหวาดเสียวอยู่หน่อยๆ นะคะ

นอกจากสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างนั้นก็ยังมีสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นเพื่อให้อยู่รวมกับธรรมชาติได้ นั่นก็คือ เส้นทางรถไฟสายเก่าที่ตอนนี้ได้ปิดใช้งานไปแล้ว และยังได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็น Shakadang Trail เป็นเส้นเดินบนทางรถไฟเก่าที่ตัดผ่านทะลุเขา

หุบเขาไทหลู่เก๋อ สำหรับที่นี่ถือเป็นสวรรค์ของคนรักการปีนเขาเลยละค่ะ ด้วยพื้นป่าที่ปกคลุมหน้าผาและหุบเขาอย่างสวยงาม และด้วยความสูงที่เรียกได้ว่าเป็นจุดพีคเป็นสิ่งที่ท้าทายสุดๆ

ที่นี่สามารถเดินทางมาได้โดยรถไฟ TRA จากไทเปมาฮัวเหลียน ต่อจากสถานีเราสามารถเลือกได้ว่าจะเหมาแท็กซี่พาเที่ยว ชั่วโมงละ NTD500 ใช้เวลาเที่ยว 5 ชั่วโมง หรือจะเหมารถบัสแบบวันละ NTD250 ซึ่งรถบัสจะไปปล่อยไว้ตามจุดต่างๆ แต่ที่สำคัญคือเราต้องเช็คตารางเวลารถบัสดีๆ เพราะถ้าพลาดแล้วต้องรอรอบถัดไปเลย

อุทยานแห่งชาตินี้สามารถเข้าชมได้ฟรี และเปิดทำการทุกวัน เวลา 8:30 – 17:00 น. แต่ขอแนะนำว่า ถ้าจะเที่ยวไทหลู่เก๋อให้จุใจนั้นควรมี 1 วันเต็มๆ หรือใครอยากจะค้างคืน ที่นี่ก็มีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว อ่านต่อ

เจดีย์ชเวดากอง The Shwedagon Pagoda

เจดีย์ชเวดากอง มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในพม่าที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจ เจดีย์ชุบทองแห่งนี้มีความสูงถึง 99 เมตร ถูกรายล้อมไปด้วยเจดีย์เล็กอีก 64 องค์ ประดับด้วยเพชรกว่า 7,000 เม็ด จึงถูกเรียกว่า “มงกุฎแห่งพม่า”

ด้านในนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่บนยอดเขาเล็กๆ ในใจกลางเมืองย่างกุ้งสามารถมองลงมาเห็นบ้านเมืองรอบๆ ได้อย่างทั่วถึง เจดีย์ชเวดากองมีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ถูกสร้างขึ้นโดยชาวมอญ และยังเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในพม่าด้วย

สำหรับการขึ้นไปเยี่ยมชมเจดีย์ชเวดากองนั้นสามารถขึ้นไปทั้งหมด 4 ทาง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราแนะนำว่าให้ไปขึ้นที่โซนกลางค่ะ ฝั่งนั้นจะเป็นทางขึ้นแบบลิฟต์โดยสาร การเข้าชมวัดในประเทศพม่านั้นเน้นว่าทุกที่ที่เป็นเขตวัด ต้องถอดรองเท้าด้วยนะ

เมื่อไปถึงทางขึ้นที่นั่นจะมีถุงให้ใส่รองเท้าเพื่อถือ ถ้าเป็นที่เจดีย์ชเวดากองก็จะเดินสบายเท้าหน่อย ถ้าอากาศไม่ร้อน ถ้าอากาศไม่ร้อนนะคะ นึกถึงบุญกุศลที่กำลังจะทำนะ

สำหรับบริการธูปเทียน และดอกไม้ที่ใช้สำหรับการบูชาอย่างดอกมหาหงส์ จะถูกร้อยไว้ตั้งจำหน่ายอยู่โซนด้านหน้าลิฟต์ค่ะ แนะนำว่าการไปเปิดประสบการณ์ครั้งแรกให้ไปกับทัวร์ จะค่อนข้างสะดวกสบายมากกว่าไปลุยด้วยตัวเองนะคะ เหมาะสำหรับการไปเป็นทริปครอบครัวด้วยน้า ทุกอย่างทัวร์จะเตรียมไว้ให้ทั้งหมด แม้กระทั่งการนำสวดมนต์ขอพร ตั้งสติแล้วฟังให้ทันก็พอจ้า

ซึ่งการไปสักการะเจดีย์ชเวดากองนั้นไม่ใช่ว่าขึ้นไปแล้วจะไหว้ขอพรตรงไหนก็ได้น้า เราต้องยืนยังจุดสำหรับไหว้องค์เจดีย์ ที่บริเวณลานเจดีย์รูปดาวทางทิศเหนือ หรือตะวันออกเฉียงเหนือใกล้กับเสาหงส์ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าขอพรตรงจุดนี้จะทำให้พรสัมฤทธิผล อ่านต่อ

ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake)

ทะเลสาบสุริยันจันทรา ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของเทือกเขาไต้หวัน รายล้อมไปด้วยภูเขา ต้นไม้ และหมู่บ้านชนบท มีเส้นทางเดินเท้า ได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 พื้นที่ที่สวยที่สุดในไต้หวัน และเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดด้วยค่ะ โดยมีขนาดอยู่ที่ 7.93 ตารางกิโลเมตร ลึก 27 เมตร และสูง 2,454 ฟุต

ในสมัยก่อนบริเวณรอบๆ จะมีวัดเล็กๆ อยู่มากมาย แต่หลังจากที่มีการเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนจึงเป็นสาเหตุทำให้วัดเล็กๆ ในบริเวณแถบนั้นหายไป

จึงได้สร้างวัด Wen Wu ซึ่งเป็นวัดที่สำคัญประจำทะเลสาบแห่งนี้ และมีการสร้างวัดอื่นๆ ตามมา เช่น วัด Jianjing วัด Syuentzang และวัด Syuanguang

อีกทั้งอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเชก ยังได้สั่งให้สร้าง Ci En Pagoda ขึ้นเพื่อเป็นที่รำลึกถึงคุณแม่ของท่าน และหลังจากที่ท่านจากไป ได้มีการสั่งเรือจำลองของเจียง ไคเชก ขึ้นมาอีกด้วย อ่านต่อ

พระราชวังหลวง (City Palace) เมืองชัยปุระ (Jaipur)

พระราชวังหลวง อยู่ทางเหนือของใจกลางเมืองชัยปุระ (Jaipur) มีขนาดกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ใน 7 ของใจกลางเมืองชัยปุระกันเลยทีเดียว พระราชวังได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยมหาราชาสะหวายจัย สิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II) เพื่อเป็นที่พักผ่อน และอยู่อาศัยของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ชัยปุระ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงอาศัยอยู่

รูปแบบสถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นแบบราชปุตผสมกับโมกุล เพราะสมัยก่อสร้างแรกๆ ขณะนั้นราชวงศ์โมกุลได้เข้ามามีอิทธิพลในรัฐราชสถานแล้วนั่นเอง ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องความงามของจิตรกรรมฝาผนัง การแกะสลัก งานตกแต่งด้วยแก้ว หรือแม้แต่กระเบื้องสวยๆ

ประตูหลักของที่นี่มีอยู่สามจุดด้วยกันได้แก่ ประตูวิเลนดร้า พอล (Virendra Pol) ประตูอุได พอล (Udai Pol) ที่คนทั่วไปสามารถเข้าออกได้ แต่สำหรับประตูตริโปเลีย (Tripolia Gate) จะมีไว้สำหรับสมาชิกราชวงศ์เท่านั้นจ้า

นอกจากนี้ยังมีกิมมิคเป็นประตูเล็กๆ อีกสี่ประตูที่แสดงออกถึงฤดูกาลทั้งสี่นั่นเอง ได้แก่นกยูงหรือ มอร์เกท (Mor Gate) หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งมีลวดลายของนกยูงสวยงามที่ซุ้มประตู ประตูดอกบัว (Lotus Gate) ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ประตูเลเรีย (Leheriya gate) เป็นฤดูใบไม้ผลิ และประตูกุหลาบ (Rose Gate) หมายถึง  ฤดูหนาวนั่นเอง ทั้งสี่ประตูถูกตกแต่งอย่างสวย

ภายในพระราชวังหลวงมีพระตำหนัก สวน พื้นที่พักอาศัยของราชวงศ์ และส่วนที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สะหวายมาน สิงห์ (Sawai Man Singh Museum) จัดแสดงสมบัติราชวงศ์มากมายอย่างภาพวาด ของใช้ หรือเสื้อผ้าอีกด้วย อ่านต่อ

หอคอยมาเก๊า (Macau Tower)

หอคอยมาเก๊า เป็นหอคอยที่มีความสูงอันดับที่ 8 ของเอเชียและลำดับที่ 10 ของโลก วัดจากพื้นจนถึงจุดสูงสุดอยู่ที่ 338 เมตร เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2001

ออกแบบโดย Gordon Moller ที่สร้างสรรค์รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามนี้จนเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของมาเก๊า ภายในเป็นศูนย์รวมแหล่งช็อปปิ้งความบันเทิง มีทั้งร้านค้าชื่อดังมากมาย ห้องจัดประชุมสัมมนา ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์ โรงละคร เป็นต้น

และไฮไลท์ของหอคอยแห่งนี้ก็คือ จุดชมวิว Observation Deck ที่อยู่บนชั้น 58 ค่ะ มีความสูง 223 เมตร เราขึ้นมาโดยลิฟท์กระจกใสความเร็วสูง ระหว่างขึ้นก็ได้ชมวิวไปพลางๆ ก่อน แบบเรียกน้ำย่อย อิอิ พอขึ้นมาถึง ก็สามารถมองเห็นวิวรอบๆ ได้แบบพาโนราม่า 360 องศา จุดเด่นอยู่ตรงที่มีแผ่นกระจกใส ที่มองทะลุพื้นลงไปยังพื้นดินด้านนอกได้

ใครที่ชอบความท้าทาย แนะนำนี่เลย กิจกรรมท้าความสูงบนชั้น 61 (Outdoor Adventure View Deck) ไม่ว่าจะเป็น Skywalk เป็นการผูกสายเคเบิ้ลติดกับตัวแล้วออกไปเดินที่ทางเดินกระจกรอบนอกหอคอย บนความสูง 216 เมตร พร้อมโพสท่าถ่ายรูปสุดเสียว และการกระโดดบันจีจัมพ์ ซึ่งเป็นจุดกระโดดที่สูงที่สุดในโลก คือ 223 เมตร

ปิดท้ายด้วย Tower Climb ที่จะให้เราปีนขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของหอคอย ที่ความสูง 338 เมตร! ด้วยตัวเอง เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ใจและพลังงานมากที่สุด ใช้เวลาในการปีนขึ้นและลงประมาณ 3 ชั่วโมง อ่านต่อ

ประตูอินเดีย (India Gate)

ประตูอินเดีย มีชื่อเดิมคืออนุสรณ์สถานเหล่าสงครามในอินเดีย (All-India War Memorial) หรือชื่อทางการว่า อนุสรณ์สถานนิวเดลี (Delhi Memorial) ประตูนี้ตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี (New Delhi) ของอินเดีย ตัวอนุสาวรีย์ทำจากหินทราย

สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้เหล่ากองทัพทหารบริติชอินเดียที่เสียชีวิตกว่า 70,000 นาย ในสงครามครั้งที่ 1 ช่วงปี ค.ศ. 1914–1921

และหากเดินเข้าไปดูที่ใกล้ๆ ประตูจะเห็นรายชื่อของเหล่าทหารทั้งจากอินเดีย และอังกฤษกว่า 13,300 นาย ที่เสียชีวิตจากทั้งสงครามชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest Frontier) รวมถึงสงครามอัฟกันครั้งที่ 3 (Third Afghan War) โดยด้านบนสุดของประตูนั้นสร้างเพื่ออุทิศให้กับเหล่าทหารที่ได้หายสาบสูญไปอีกด้วย อ่านต่อ