Singapore Night Safari

Singapore Night Safari เป็นสวนสัตว์แบบเปิด ที่ให้บริการในตอนกลางคืนแห่งแรกของโลก มีสัตว์น้อยใหญ่กว่า 135 สายพันธุ์ ภายในแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซนใหญ่ๆ เช่น โซนทุ่งหญ้าสะวันน่าในแอฟริกา โซนหุบเขาแม่น้ำเนปาล และโซนป่าดงดิบในพม่า เป็นต้น

โดยเราจะเลือกเดินเท้า หรือนั่งรถรางก็ได้ค่ะ ถ้าเลือกนั่งรถรางต้องจ่ายเพิ่มคนละ 8 SGD มีไกด์บรรยายให้ฟังตลอดเส้นทาง ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ข้อห้ามสำคัญของที่นี่คือ ห้ามถ่ายรูปสัตว์โดยใช้แฟลชเด็ดขาด ระวังกันด้วยนะคะ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีการแสดงชื่อว่า Creatures of the Night เปิดให้ชมคืนละ 3 รอบ คือ เวลา 19.30 น., 20.30 น. และ 21.30 น. ใช้เวลาประมาณ 30 นาที รับรองว่าต้องตื่นเต้นไปกับโชว์แน่นอนค่ะ อย่าพลาดไปเปิดประสบการณ์แปลกใหม่ที่นี่กัน

นั่งรถรางชม ไนท์ ซาฟารี
เรียกว่าเป็นวิธีการเที่ยว ไนท์ ซาฟารี ที่สะดวก สบาย และค่อนข้างประหยัดเวลา ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่ชอบเดินหรืออยากชมพื้นที่ส่วนต่างๆ ให้ทั่วโดยไม่ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะการนั่งรถรางชม ไนท์ ซาฟารี 1 รอบนั้น ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเท่านั้น แล้วยังมีบริการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษและอีกหลายภาษาด้วยนะ

คุณจึงสามารถเพลิดเพลินไปกับการชมเหล่าสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืนหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมกับความรู้และความเข้าใจที่มาพร้อมกับคำบรรยาย ซึ่งจะยิ่งทำให้การเที่ยวชม ไนท์ ซาฟารี ในครั้งนี้ สนุกมากขึ้นอย่างแน่นอน

เดินเพลินๆ กับ 4 เส้นทางชมสัตว์สุดเร้าใจ
ความแตกต่างซึ่งถือเป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจของการเที่ยวชม สิงคโปร์ ไนท์ ซาฟารี ก็คือการที่เค้ามีเส้นทางเดินป่าให้ได้ศึกษาชีวิตสัตว์สารพัดสายพันธุ์กันถึง 4 เส้นทาง นั่นคือ Fishing Cat Trail, Leopard Trail, East Lodge Trail และ Wallaby Trail ufaซึ่งมีระยะทางรวมๆ ประมาณ 3 กิโลเมตร และแบ่งสัตว์ต่างชนิดออกไปในแต่ละโซน

ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นการเดินป่า แต่ก็ไม่ต้องตกใจกันไปนะ เพราะเค้าทำทางเดินไว้ให้อย่างสะดวกสบาย เพียงแต่จำลองบรรยากาศให้คล้ายกับพื้นที่ป่าซึ่งเป็นที่อยู่ตามธรรมชาติของสัตว์ต่างๆ ในแต่ละโซน แถมความน่าสนใจก็ยังอยู่ตรงที่ว่าสัตว์ที่เราจะได้เห็นในโซนเส้นทางเดินนี้ จะไม่ค่อยซ้ำชนิดกันกับสัตว์ที่เราจะได้ดูจากการนั่งรถรางด้วยอ่ะ แจ่มเนอะ!

โดยในเส้นทางเดิน เราจะได้พบกับจิงโจ้ แมวป่า ตัวกินมด แรคคูน นาก เสือดาว สิงโต ค้างคาว หมูป่า และอื่นๆ อีกมากมาย และอย่าเพิ่งตกใจไปก่อนว่าตายแล้วววว จะให้ชั้นเดินฝ่าดงเสือดงสิงโตเหรอยะ แล้วตอนออกมาแขนขาชั้นจะอยู่ครบมั้ย ขอบอกว่าปลอดภัยจ้า เพราะแม้ว่าที่นี่เค้าจะไม่มีการทำกรงเหล็กล้อมให้ดูเหมือนการกักขังจริงจังให้เสียบรรยากาศ แต่ความเจ๋งคือเค้าได้ทำสิ่งกีดขวางซ่อนเอาไว้ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแนบเนียนเลยละ ไม่ว่าจะเป็นลำธารเพื่อป้องกันการข้ามฝั่งออกมาจากโซนที่อยู่ แทงบอล

หรือจะเป็นการซ่อนสายไฟเอาไว้ด้วยการทำให้แลดูคล้ายกิ่งไม้อย่างแนบเนียน จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยในการเดินชมสัตว์อันตรายต่างๆ และนอกจากนั้น ยังมีโซนให้ชมสัตว์ดุร้ายอย่างใกล้ชิดผ่านตู้กระจกขนาดใหญ่ในบรรยากาศสุดเร้าใจอีกด้วย และนอกจากเส้นทางเดินชมสัตว์ในหลากหลายบรรยากาศแล้ว เรายังจะได้เดินเล่นยามค่ำคืนในกรงนกขนาดใหญ่ถึง 2 แห่ง ซึ่งเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ นัก ขอบอกเลยว่านี่น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีในการเที่ยวชม ไนท์ ซาฟารี ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยละ

นอกจากกิจกรรมชมสัตว์ป่าแล้ว ที่นี่ยังมีโชว์เจ๋งๆ อย่าง Creatures of the Night Show ให้ได้ดูกันอีกด้วยนะ ซึ่งโชว์ชุดนี้จะเป็นการแสดงความสามารถของสัตว์ที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักอย่างหมาไนและอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนอีกหนึ่งโชว์ที่มีให้ชมก็คือ Thumbuakar Performance ufabetซึ่งเป็นการแสดงน่าตื่นใจในสไตล์วัฒนธรรมชนเผ่าอัฟริกัน บอกเลยว่ามันใช่มากกกก สำหรับบรรยากาศที่เหมือนอยู่ท่ามกลางป่าซึ่งสมจริงกันเบอร์นี้! อ้อ แนะนำนิดนึงว่า ให้เช็ครอบการแสดงกันให้แม่นๆ ก่อนนะ เพราะคุณอาจจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการนั่งรถหรือเดินชมสัตว์ต่างๆ ตามเส้นทางที่มีด้วย ไม่งั้นอาจจะต้องรอกันนานมากเพื่อที่จะดูโชว์รอบต่อๆ ไป หรือถ้าหนักกว่านั้นก็อาจจะอดดูกันไปเลย หูยยย แค่คิดก็เสียดายแทนแล้วสำหรับการเที่ยวชม Singapore Night Safari แนะนำเลยว่าให้เผื่อเวลาไว้สำหรับที่นี่เลยเบาๆ 3 – 4 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้ใช้เวลาชมทุกซอกมุมกันแบบเต็มอิ่ม ไม่ต้องรีบร้อน รวมถึงยังมีเวลานั่งกินอาหารในบรรยากาศแบบซาฟารีที่มีให้บริการอยู่ด้านใน หรือจะลองใช้บริการสปาปลา และนวดผ่อนคลายแบบสบายๆ ก่อนเริ่มต้นทัวร์ก็ยังมีเวลาทำได้แบบชิลล์ๆ เชื่อเราสิว่าที่นี่อ่ะ เจ๋งจริง! ไม่งั้นเค้าไม่กวาดรางวัลด้านการท่องเที่ยวหลากหลายหมวดหมู่มาแบบหลายปีซ้อนหรอกเนอะ แล้วมาตรฐานการแจกรางวัลของสิงคโปร์น่ะ

เค้าคงต้องคัดมาอย่างดีแล้วจริงๆ ว่ามั้ย? แล้วขอย้ำอีกทีว่าอยากให้ลองใช้บริการซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่านทาง Traveloka ไปเลย เพราะคุณจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อคิวยืนขาแข็งแทนที่จะได้ใช้เวลาสนุกๆ ด้านในทันทีที่ไปถึง แล้วนอกจากตั๋วเข้าชม Singapore Night Safari แห่งนี้แล้วนะ Traveloka แทงบอลออนไลน์เค้ายังมีบริการซื้อตั๋วล่วงหน้าสำหรับหลากหลายกิจกรรมและหลากหลายสถานที่น่าสนใจจากทั่วโลกเลยด้วยนะ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะแพลนทริปประเทศไหนเอาไว้ก็จัดได้หมดจ้า ไม่เชื่อลองเข้าไปเลือกหากันดูก่อนได้เลย! แต่ถ้าอยากตามรอยทริปของเราคราวนี้ก็คลิกที่นี่ได้เลยเด้อออ

เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)  สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1566 โดยหัวหน้าของกลุ่มอัศวินเซนต์จอห์น ชื่อ Grandmaster Jean Parisot De Valette หลังจากถูกปิดล้อมครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Siege) จากจักรวรรดิออตโตมัน จึงทำให้วาเลตตาล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมือง และป้อมปราการ ตามสถาปัตยกรรมสมัยศตวรรษที่ 16 ยุคบารอก (Baroque)

ผสมผสานกับยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) ยุคคลาสสิค (Classic) ความโดดเด่นของอาคารเก่าแก่ที่สมบูรณ์สวยงาม จนได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1980 ให้เป็นเมืองแห่งมรดกโลกอันทรงคุณค่า กลายเป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหล กลมกลืนกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งที่เรือสำราญ เรือยอร์ชเข้ามาเทียบท่าตลอดทั้งปี สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และรายได้ให้กับเศรษฐกิจในประเทศอย่างมหาศาล

สามเมือง (The Three Cities)

เป็นคำที่ใช้เรียกเมืองวิตตอริโอซา (Vittoriosa) กอสปีกัว (Cospicua) และเซงเกลีย (Senglea) ในประเทศมอลตาค่ะ เป็นสามเมืองยุคกลางที่แข็งแกร่ง โดยประชากรรวมกันทั้งหมดประมาณ 10,808 คน และเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในสามเมืองนี้คือ วิตตอริโอซาซา (Vittoriosa) หรืออีกชื่อคือบีร์กู (Birgu) ค่ะ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน

เริ่มต้นกันที่ประตูเเมืองวิตตอริโอซา (Vittoriosa City Gate) เป็นการผสมผสานกำแพงเมือง ให้เข้ากับความโมเดิร์นในปัจจุบัน จนกลายคอมเพล็กซ์เซ็นเตอร์ที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า และสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตในแห่งเดียวกัน เมื่อเดินผ่านประตูเมืองเข้ามาจะพบกับ วงเวียนน้ำพุไทรทัน (Triton Fountain)

เป็นมุมนั่งเล่นพักผ่อนถ่ายรูปคู่กับสายน้ำที่เต้นระบำกลางน้ำพุ ช่วยให้บรรยากาศรอบๆ เย็นสบาย และยังเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อไปแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมได้อีกด้วยค่า เช่น จัตุรัสรีพับบลิค (Republic Square) มีรูปปั้นสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ในศตวรษที่ 19 ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่หน้าหอสมุดแห่งชาติ

ถัดมาเป็นวังของอินควิสเตอร์ (Inquisitor’s Palace) เคยเป็นสถานที่สำหรับพิจารณาตัดสินนักโทษในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา แสดงถึงความเป็นมาของชนชาติมอลตา และใครที่ชอบดูละครเวที ขอแนะนำโรงละครมาโนเอล (Manoel Theatre) หนึ่งในโรงภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป ตกแต่งอย่างหรูหราสวยงามจนต้องบอกต่อเลยละ ไปชมความเริ่ดหรูกันต่อที่

พระราชวังแกรนด์มาสเตอร์ (Grandmaster’s Palace)

สร้างขึ้นโดยเซนต์จอห์น ระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 18 ปัจจุบันกลายเป็นทำเนียบประธานาธิบดี และพิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพวาด ภาพจิตรกรรมฝาผนังสไตล์บารอก บอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของเหล่าอัศวิน อาวุธสมัยโรมัน ชุดโลหะเกาะ และงานศิลปะเป็นจำนวนมาก เดินชมกันไปเรื่อยๆ ให้ศิลปะซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปเลยค่ะ 555

เดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ก็ต้องหลงใหลไปกับการตกแต่งบ้านเรือนของผู้คนในเมืองด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิด และที่พิเศษสุดๆ คือ สวนบารัคคา (Barracca Gardens) ที่ตั้งอยู่บนป้อมปราการเซนต์ปีเตอร์แอนด์พอล (St. Peter & Paul Bastion) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1661 โดยอัศวินชาวอิตาเลียน เป็นสวนลอยฟ้าท้าความเสียวจร้า!!! เราจะต้องขึ้นลิฟท์เหล็กที่ความสูงถึง 60 เมตร ภายในแบ่งเป็น 2 ส่วน

คือ Upper Barracca และ Lower Barracca ตกแต่งด้วยน้ำพุดอกไม้ มีแนวซุ้มโค้งอย่างสวยงาม และช่วงเที่ยวของทุกวันจะมีพิธีการยิงปืนใหญ่ แสดงความระลึกถึงเหล่าอัศวินผู้กล้า สวนบารัคคาเป็นจุดที่สูงที่สุดในเมืองวัตเลตตา เราสามารถมองเห็นวิวทะเลอ่าวแกรนด์ฮาร์เบอร์ (The Grand Habour) และสามเมืองได้อย่างชัดเจน ฟินสุดๆ ไปเลยจ้า

จากนั้นเราไปชมสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์กันที่ พิพิธภัณฑ์ทางทะเลมอลตา (The Malta Maritime Museum) ภายในจัดแสดงสมอเรือทำจากตะกั่ว สมัยโรมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาวุธของเหล่าอัศวินยุคโรมัน อายุมากกว่า 2,000 ปี เรือโบราณสมัยศตวรรษที่ 18 และศิลปะวัตถุอื่นๆ เสร็จแล้วเราไปดูความใหญ่โตของกำแพงสูงริมทะเล ตั้งอยู่สุดปลายแหลมของแผ่นดินมอลตากันที่ ป้อมปราการเซนต์เอลโม (Fort Saint Elmo) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 บริเวณด้านล่างเป็นพิพิธภัณฑ์สงครามแห่งชาติ

จัดแสดงเหรียญตรา อาวุธ รถถัง เครื่องบิน และสิ่งของในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในอดีตเคยเป็นคุกขังเชลยศึกมาก่อน สำหรับด้านบนมีปืนใหญ่ประจำจุดต่างๆ ตรงนี้เราสามารถชมวิวท่าเรือมาร์ซักลอกก์ และท่าเรือแกรนด์ฮาร์เบอร์ ได้เต็มตาทั้งสองฝั่งเลยล่ะ จากนั้นเดินเลียบไปตามถนนริมทะเล จะเห็นอนุสรณ์ Siege Bell Memorial ระฆังสีทองขนาดใหญ่สไตล์นีโอคลาสิก อยู่คู่กับรูปปั้นคล้ายคนกำลังนอน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1992 เพื่อสดุดีแก่ผู้เสียสละชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง และในตอนเที่ยงของทุกวัน จะมีการตีระฆังระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านด้วยมาค่ะ

ไฮไลท์อีกแห่งของวาเลตตา ที่นักท่องเที่ยวต้องมาดูความสวยงามยิ่งใหญ่อลังการคือ มหาวิหารเซนต์จอห์น (St John’s Co-Cathedral) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองวัลเลตตา สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1577 ออกแบบโดย Gerolamo Cassar ชาวมัลติส หนึ่งในสถาปัตยกรรมบารอกชั้นสูงของยุโรป ด้านหน้ามหาวิหารโดดเด่น แปลกตาเห็นมาแต่ไกลเลยค่ะ คือหอคอยคู่ ที่ด้านหนึ่งจะเป็นระฆังใหญ่ ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นกับนาฬิกา จำนวนสามเรือน บอกวันเวลา และสัปดาห์ ภายในมหาวิหารเป็นห้องโถงขนาดใหญ่

รูปทรงหลังคาโค้งสร้างขึ้นจากหินอ่อนแกะสลักทั้งหมด และถ้ามองขึ้นไปด้านบนเห็นภาพวาดลวดลายสวยงาม ตกแต่งด้วยสีทองจากทองคำเปลวสุกสว่างหรูหราตระการตาไปทั่วห้อง ส่วนพื้นด้านล่างก็เป็นภาพวาดหินอ่อน บอกเล่าเรื่องราวอัศวินนักบุญเซนต์จอห์นในอดีต นอกจากนี้ยังมีห้องขนาดเล็ก สำหรับสวดมนต์ เก็บรักษาเครื่องสักการะ ห้องจัดแสดงตราของอัศวิน Raymundo de Vere ufaและพิพิธภัณฑ์เซนต์จอห์น สำหรับเก็บภาพวาด “The Beheading of St John The Baptist” ของจิตรกรดังระดับโลกอย่างคาราวัจโจ (Caravaggio) เป็นภาพวาดเพียงชิ้นเดียวของคาราวัจโจ ที่มีลายเซ็นด้วยเลือดของตัวเอง เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของศิลปินจริงๆ

มหาวิหารเซนต์จอห์น เข้าชมได้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ เปิดเวลา 09.30 -16:30 น. วันเสาร์ 09.30 -12:30 น. แต่ประตูปิดให้เข้าชม 30 นาที ก่อนเวลาปิดจริงค่ะ ใครไปต้องดูเวลาให้ดีน้า…เดี๋ยวจะพลาดได้ สำหรับค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 10 ยูโร บัตรนักเรียน 7.50 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเข้าฟรีเลยค่ะ

ป้อมเซนต์แองเจโล (Fort Saint Angelo) สร้างโดยเหล่าอัศวินเป็นที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์การรบ หลบภัย ทอดสมอเรือ และการค้าขายในอดีต จนเรียกได้ว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดของประวัติศาสตร์มอลตาเลยทีเดียว ภายในป้อมมีร้านอาหารสีสันสดใส ให้นั่งพักเหนื่อย หรือจะไปนั่งชิลล์ ริมแม่น้ำบีร์กู (Birgu River) ท่าเทียบเรือยอร์ชสุดหรู บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยคาเฟ่น่านั่งรับลมจิบกาแฟ และร้านอาหาร ทะเลจิบไวน์เบาๆ ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศสบายๆ ที่แฝงไปด้วยความหรูหรา มันช่างฟินเวอร์ไม่ใช่น้อยเลยค่ะ

เมืองกอสปีกัว (Cospicua) เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

มีขนาดใหญ่ที่สุดในสามเมือง ตั้งอยู่ตรงข้ามวัลเลตตา สร้างขึ้นโดยเซนต์จอห์นในศตวรรษ 16 และ 17 สำหรับเป็นสถานที่หลบภัย และป้อมเฝ้าระวังศัตรู เพราะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ แบบพาโนราม่าเลยทีเดียว ต่อมาได้ฟื้นฟูและการพัฒนาเป็นท่าเรือ และอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้ได้รับความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นอย่างมาก จนถึงกับมีการสร้างอนุสรณ์สถานสงคราม (The War Memorial) อยู่ด้านหน้าโบสถ์ Parish Church ในปี ค.ศ. 1994 โดย Michael Camilleri Cauchi เพื่อแสดงถึงชัยชนะในสงคราม และเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสิ้นสุดของสงคราม

และสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปดูด้วยตาตนเองก็คือ โบสถ์โดมแห่งโมสตา (Rotunda of Mosta) หรือโดมแห่งปาฏิหาริย์ (The Parish Church of Immaculate Conception) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสิก เป็นโดมไร้เสาขนาดใหญ่อันดับสามของโลก มีชื่อเสียงอย่างมาก ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ จากเหตุการณ์ในสงครามโลกที่ผ่านมา

ได้มีเครื่องบินทิ้งระเบิดน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม ตกทะลุลงมาตรงใจกลางโบสถ์ในขณะที่ชาวเมืองกว่า 300 คนกำลังสวดมนต์กันอยู่ด้านใน แต่ระเบิดกลับไม่ทำงาน แม้ว่าบริเวณรอบๆ ทั้งบ้านเรือนอาคาร ป้อมปราการ ระเบิดกันตูม ตูม ตูม!!! สนั่นหวั่นไหวจนสร้างเสียหายไม่ใช่น้อย Oh My God!!! #สายมูเตรู# ตัวจริงอย่างเรา ต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวงจร้าาา

อุ๊ๆ มาชมเสน่ห์ของ เมืองเซงเกลีย (Senglea) ตั้งอยู่บนคาบสมุทรยื่นออกไปในทะเล ที่นี่ยังมีคอลเลคชั่นอาคารเก่าแก่ศิลปะสวยงาม แนววินเทจให้ได้ชื่นชม ถ่ายรูปชิคๆ กันอีกด้วยนะจ้า เริ่มกันที่ โบสถ์ Basilica of the Nativity of Mary ufabetตั้งอยู่กลางใจเมือง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1580 โดยสถาปนิก Vittorio Cassar เพื่อเป็นอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของคริสเตียนหลังจากการบุกโจมตีครั้งใหญ่

ต่อมาโบสถ์แห่งนี้ถูกทำลายด้วยระเบิดในปี ค.ศ. 1941 และบูรณะปรับปรุงขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1956 ภายในตกแต่งด้วยสีทอง และภาพวาดความเชื่อในศาสนาคริสต์ ที่เห็นแล้วสัมผัสได้ถึงแรงศรัทธาของชาวเมืองแห่งนี้เป็นอย่างมาก จากนั้นเราไปดูอะไรเบาๆ แปลกตากันต่อที่ แทงบอลสวน Gardjola สวนแห่งนี้มีความพิเศษอยู่บริเวณหอคอยหิน แกะสลักรูป ตา หู และนก แสดงถึงสัญลักษณ์ตัวแทนของผู้ปกครองชายฝั่งมอลตา และในบริเวณท่าเรือแกรนด์ฮาร์เบอร์ วันที่ 31 มีนาคมและ 8 กันยายนของทุกปี จะมีการจัดงานเฉลิมฉลอง กิจกรรมแข่งเรือแบบดั้งเดิม ตามถนนหนทางบ้านเรือนประดับประดาไปด้วยไฟรอบเมือง จุดพลุดอกไม้ไฟริมทะเลอย่างสวยงาม

เที่ยวเกาะโกโซ (Gozo island) เที่ยววัลเลตตา และเมืองสามเมือง (Valletta and the Three Cities)

เกาะโกโซ หรือเกาะคาลิปโซ่ (Isle of Calypso) ชื่อธิดาของเทพแอตลาส แห่งเผ่าไททันในตำนานกรีก เป็นเกาะกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางเหนือของเกาะมอลตา เราต้องนั่งเรือเฟอรี่จากท่า Cirkewwa แทงบอลออนไลน์ข้ามไปยังท่าเรือ Mgarr บนเกาะโกโซ ค่าเสียหายก็ 4 ยูโรเท่านั้น ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง การท่องเที่ยวบนเกาะนี้ก็สะดวก มีรถบัส Hop-On Hop-Off พาตระเวนไปเที่ยวรอบเกาะ หรือจะเช่าแท็กซี่ ขี่จักรยานชมเกาะก็ได้ค่ะ เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศที่โรแมนติกริมฝั่งทะเล

จนเราต้องหลงใหลไปกับมนต์เสน่ห์แห่งเกาะในตำนานกรีก และถือโอกาสเช็คอินตามรอยซีรีย์ดังอย่าง Game of Thrones ที่นี่เลยจ้า หน้าต่างแห่งอาซูเร (Azure Window) ตั้งอยู่ที่อ่าวดเวราจา (Dwejra Bay) ซุ้มประตูหินโค้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คล้ายกับหน้าต่าง มีความกว้างกว่า 100 เมตร และสูง 50 เมตร ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซานลอว์เรนซ์ (San Lawrenz) เกิดจากการถูกคลื่นกระแทก และกัดเซาะเป็นเวลาหลายล้านปี เป็นจุดดำน้ำชื่อดัง และเป็นหนึ่งในฉากซีรีย์ดังอย่าง Game of Thrones ทำให้เกาะโกโซเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่ว่าช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่หน้าต่างแห่งอาซูเรได้ถล่มลงไปในท้องทะเล โดยไม่มีใครคาดคิดจากเหตุการณ์พายุใหญ่พัดเข้าชายฝั่งในปี ค.ศ. 2017

หมู่บ้านมรดกโลก Shirakawago

หมู่บ้านมรดกโลก Shirakawago

หมู่บ้านมรดกโลก Shirakawago หมู่บ้านสุดน่ารักราวกับในนิทานนี้มีชื่อว่า ชิราคาวะโกะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา อยู่ที่จังหวัดกิฟุค่า และยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1995

หมู่บ้านมรดกโลก Shirakawago วินาทีแรกที่ได้สัมผัสที่นี่ต้องกรี๊ดดดดออกมาเลยค่ะ เพราะหนาวมาก เอ้ย ไม่ใช่ เพราะสวยยยมากต่างหากก ภาพของบ้านทุกหลัง รวมถึงถนนเส้นเล็กๆ ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสวยงาม โอบล้อมไว้ด้วยภูเขาและป่าสน เหมือนหลุดเข้าไปในโลกนิยายเลยค่า

หมู่บ้านนี้สร้างมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วค่ะ แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมและรักษาสภาพของหมู่บ้านไว้เป็นอย่างดี มีบ้านทั้งหมดไม่ถึง 200 หลัง ตัวบ้านเป็นสถาปัตยกรรมแบบกัสโซ (Gassho) แปลว่าพนมมือ จุดเด่นอยู่ที่หลังคาลาดชันทำมุมกัน 60 องศา รูปทรงเหมือนกับคนพนมมือขอพรอยู่จริงๆ ค่ะ โดยทำจากหญ้าฟางและไม่ใช่ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ใช้ไม้ขัดกันและใช้เชือกมัดให้แน่นแทน และที่ทำเป็นรูปทรงนี้ก็เพื่อให้หิมะไหลลงมาด้านข้าง ไม่เกาะท่วมบนหลังคาและไม่ต้องรับน้ำหนักของหิมะปริมาณมากค่ะ บ้านทุกหลังจะหันหน้าไปทางเดียวกันตามทิศทางลมเพื่อช่วยให้บ้านเย็นสบายในฤดูร้อน และสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว โอ้โหห ความคิดของคนโบราณนี่สุดยอดไปเลยค่าาา

ภายในหมู่บ้านมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักแบบโฮมเสตย์ด้วยนะคะ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนหลายแสนคนต่อปีเลยทีเดียว ถ้าจะมาพักต้องจองกันยาวหน่อยนะจ๊า และอย่าลืมขึ้นไปจุดชมวิวบนเนินเขาซึ่งจะเห็นวิวของหมู่บ้านนี้ได้แบบเต็มๆ จุดนี้จะเป็นมุมที่สวยที่สุด ห้ามพลาดเลยนะคะ

ที่นี่สามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดู ในฤดูใบไม้ผลิจะเต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดและดอกซากุระ, ฤดูร้อนจะเห็นทุ่งหญ้า ภูเขาสีเขียวขจีและรวงข้าวที่กำลังงอกงาม, ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีบรรยากาศแสนอบอุ่น ทั้งหมู่บ้านถูกย้อมไปด้วยสีสันของใบไม้แดงและใบไม้เหลืองสดใส

โดยเฉพาะฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่งดงาม โรแมนติกและชวนฝันฝุดๆ ไฮไลท์เด็ดคือระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ในช่วงสุดสัปดาห์ จะมีงานแสดงไฟ Shirakawago Light Up บ้านหลังทุกหลังจะส่องประกายท่ามกลางแสงไฟในฤดูหนาวพร้อมหิมะที่โปรยปราย สวยงามมากกกก ต้องมาเห็นกับตาตัวเองสักครั้งจริงๆ ค่า โดยงานแสดงครั้งต่อไปจะมีทั้งหมด 4 วัน คือวันที่ 21, 28 มกราคม และ 4, 12 กุมภาพันธ์ ปี 2018 เวลา 17.30-19.30 น. ค่ะ

เคาท์ดาวน์ นับถอยหลังสู่ปีใหม่

เทศกาลแห่งความสุขในฤดูหนาวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือการเคาท์ดาวน์ปีใหม่ค่า ได้นับถอยหลังสู่ปีใหม่ท่ามกลางวิวสวยๆ อากาศเย็นๆ ได้เปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ ถือเป็นการเริ่มต้นปีที่แสนน่าประทับใจจริงๆ ค่ะ โดยที่ญี่ปุ่นนั้นมีสถานที่เคาท์ดาวน์เจ๋งๆ มากมาย ใครที่อยากชมพลุสวยๆ ก็มีที่ Huis Ten Bosch, Nagashima Spa Land, Universal Studios, Tokyo Disney Land และ Tokyo Disney Sea ufabetเป็นต้น และที่อยากแนะนำทุกคนก็คือ

หมู่บ้านมรดกโลก Shirakawago วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดอาซากุสะ (Asakusa Temple) เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวค่ะ ถ้ามาที่นี่จะได้สัมผัสการฉลองปีใหม่แบบฉบับญี่ปุ่นดั้งเดิม จะแตกต่างกับที่อื่นๆ อยู่พอสมควรนะคะ เพราะมีความเงียบสงบ ร่มรื่น ไม่มีแสงสีเสียงตระกาลตามากมาย โดยที่โตเกียวผู้คนส่วนใหญ่นิยมเข้าวัดกันในวันส่งท้ายปี ที่วัดแห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวมากถึง 3 ล้านคนเลยค่า! เพื่อมาโยนเหรียญและอธิษฐานขอพรตอนในเที่ยงคืน และจะมีการตีระฆังดังก้องกังวาลไปทั่วเพื่อเป็นสัญญาณเข้าสู่ปีใหม่ โดยตีจนครบ 108 ครั้ง โดยชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าถ้าเราได้ยินเสียงของระฆังครบ 108 ครั้ง จะเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและกิเลสของมนุษย์ทั้ง 108 อย่างออกไปจากชีวิต ถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดีและเป็นศิริมงคลนั่นเองค่า

รอบๆ บริเวณวัดยังมีร้านขายของมากมายให้ได้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝาก ของที่ระลึก ตุ๊กตานำโชค เครื่องรางญี่ปุ่น ชุดกิโมโนหลากสีสัน และร้านอาหาร ถ้าใครได้มีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงวันสิ้นปีใหม่ แนะนำให้มาฉลองปีใหม่ในสไตล์ญี่ปุ่นดูสักครั้งนะคะ จะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและประทับใจอย่างแน่นอนค่า

ชมการประดับไฟช่วงคริสต์มาส

คริสต์มาสเป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่คนญี่ปุ่นจะตื่นเต้นเป็นพิเศษไม่แพ้ประเทศในแถบตะวันตกเลยล่ะค่า เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนจะถือว่าเป็นฤดูแห่งการประดับไฟฤดูหนาวที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่ละที่จัดเต็มกันสุดๆ อลังการและโรแมนติกมากกก รับรองว่าตื่นตาตื่นใจจนต้องร้องอย่างแน่นอน

โตเกียวมิดทาวน์ (Tokyo Midtown) ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้เลยค่ะสำหรับที่นี่ เพราะโด่งดังมากก จัดติดต่อกันมากว่า 10 ปีแล้วค่ะ เป็นเทศกาลงานแสดงไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโตเกียว โดยได้เนรมิตสนามหญ้าในสวน Starlight Garden ของโตเกียวมิดทาวน์ให้กลายเป็นทุ่งไฟไดนามิกสีฟ้าที่ส่องแสงระยิบระยับ โดยใช้หลอดไฟ LED กว่า 280,000 ดวง สวยงามละลานตาเหมือนได้หลุดไปอยู่ห้วงอวกาศเลยค่ะ

เราจะได้เห็นความสวยงามของการประดับไฟในรูปแบบต่างๆ ที่แบ่งออกเป็น 11 ส่วน ทั้งบนต้นไม้ ต้นคริสต์มาส ท้องถนน ชอบตรงที่มีการเล่นไฟให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ พร้อมเปิดเพลงประกอบอีกด้วย >,< โดยจะจัดแสดงในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนไปจนถึง ปลายเดือนธันวาคม ตั้งแต่เวลา 17:00 – 23:00 ค่า

มะรุโนะอุจิ อิลลูมิเนชั่น (Marunouchi Illumination) เป็นย่านที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว อยู่ใกล้ๆ กับสถานีโตเกียวและพระราชวังอิมพีเรียลค่ะ มีร้านค้าหรูๆ แบรนด์ดังเป็นแนวยาวตลอดทาง

ในช่วงคริสต์มาสถนนทั้งสองข้างระยะทางยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร จะถูกประดับประดาไปด้วยหลอดไฟ LED สีแชมเปญโกลด์กว่า 1 ล้านดวง! บนต้นไม้กว่า 250 ต้น ซึ่งเป็นสีพิเศษสำหรับที่นี่เท่านั้นค่า ถนนทั้งสายจะส่องสว่างเป็นสีทองอร่ามให้ความรู้สึกหรูหรา คลาสสิคและโรแมนติกสุดๆ เดินอยู่นี่รู้สึกว่าตัวเองมีออร่ามากค่า เหมือนมีเสียงกระซิบตลอดเวลา ฉันสวยยย ฉันหรู ~ -3- มีคู่รักมาออกเดทกันเพียบ ส่วนเราก็ยังคงเดินรู้สึกสวยๆ คนเดียวต่อไป หุหุหุ

และที่นี่ได้พัฒนาไฟประดับที่อ่อนโยนต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุดในโลก โดยเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดพลังงานชื่อว่า NEW Eco Illumination ที่ให้ความสว่างเท่าเดิมแต่ประหยัดไฟได้ถึง 65% เลยทีเดียวค่า จัดแสดงวันที่ 10 พฤศจิกายน – 19 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 17:00 – 23:00 น. ถ้าเดือนธันวาคมจะเปิดถึงเที่ยงคืนค่ะ

อ้อ! แล้วอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปที่ต้นคริสต์มาสใหญ่ยักษ์สีขาวที่ศูนย์การค้า KITTE นะคะ อยู่ใกล้ๆ กับสถานีโตเกียว ซึ่งมีความสูงถึง 14.5 เมตร ตั้งเด่นสง่าอยู่กลางห้าง ถูกประดับด้วยไฟมากมาย ดูแล้วเหมือนมีหิมะกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าจริงๆ เลยค่า

เปิดให้ชมในช่วง 19 พฤศจิกายน ถึง 25 ธันวาคม ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17:10 – 22:40 ส่วนวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะปิดเวลา 21:40 ค่ะ

เล่นสกีฤดูหนาว

แน่นอนเลยค่ะว่ากิจกรรมยอดฮิตที่คู่กับหน้าหนาวก็คือการเล่นสกี ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย ใครที่ชื่นชอบการเล่นสกี  และอยากจะมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ พร้อมหิมะสีขาวปุกปุย เรามีสกีรีสอร์ทแจ่มๆ มาแนะนำด้วยนะค้า

Rusutsu Ski Resort อาณาจักรแห่งความสนุกแห่งเกาะฮอกไกโด ซึ่งหิมะที่ฮอกไกโดได้รับการยกย่องจากนักสกีจากทั่วโลกว่าเป็นหิมะคุณภาพที่ดีที่สุด! ถือเป็นสวรรค์ของคนรักการเล่นสกีเลยล่ะค่ะ

ที่นี่เป็นลานสกีครบวงจร ขนาดกว้างขวาง ใช้พื้นที่ภูเขาถึง 3 ลูก! ไฮไลท์เด็ดก็คือความนุ่มมมม และเบาของหิมะที่เรียกว่า Powder Snow ชนิดที่ว่าสำลีชิดซ้ายไปเลยจ้าาา เป็นผงนุ่มลื่นคล้ายแป้ง ทำให้ตอนเล่นสกีจะลื่นไหลได้ดีกว่า แถมเวลาล้มก็ไม่เจ็บด้วยค่า เหมาะกับผู้เล่นทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กๆ มีพื้นที่ฝึกสอนสำหรับมือใหม่ และเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลาค่ะ

และยังมีกิจกรรมสนุกๆ มากมาย ทั้งลานสกี สวนสนุก Crayon Shinchan Kids’ Park รถสุนัขลากเลื่อนหิมะ Lift Pass สำหรับนั่งขึ้นไปเล่นสกีบนภูเขา ที่พักสุดหรู บ่อออนเซ็น สระว่ายน้ำ ร้านค้าและร้านอาหาร โอ้ยยเยอะแยะไปโม้ดดด เรียกได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนที่คุ้มค่ามากๆ สนุกเพลิดเพลินจนไม่อยากกลับบ้านเลยทีเดียววว

เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 9.00 – 24.00 น. ถ้าจะมาเล่นสกีควรมาในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนนะค้า

Tomamu สกีรีสอร์ทระดับไฮคลาสสุดหรู ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฮอกไกโด มีให้เล่นตั้งแต่ลานสำหรับเด็กๆ ไปจนถึงสกีระดับมืออาชีพเลยค่ะ พร้อมกิจกรรม Outdoor ufaให้ได้มันส์กันอย่างสุดๆ ไปเลย เช่น สโนว์โมบิล แพหิมะ สุนัขลากเลื่อน สนามเด็กเล่น หรือกิจกรรมของสายชิลก็มีนะคะ ทั้งการแช่น้ำร้อนออนเซ็น นวดสปา ร้านอาหารอร่อยๆ และยังมีโบสถ์สำหรับทำพิธีแต่งงานด้วยค่า โรแมนติกไปอี๊กกก

ภายในโรงแรมก็มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ MINA-MINA Beach ที่มีการควบคุมอุณภูมิแม้ว่าอากาศข้างหนาวจะหนาวแค่ไหนก็ยังสามารถว่ายน้ำได้ตลอดเวลา แถมยังเพิ่มความสนุกสนานด้วยคลื่นลูกใหญ่ทุกหนึ่งชั่วโมง ว่ากันว่าเป็นสระน้ำ Indoor Wave Pool ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นด้วยค่า

ส่วนที่เด็ดสุดๆ คือ Ice Village หมู่บ้านน้ำแข็ง ไฮไลท์สำคัญของที่นี่ในช่วงฤดูหนาว เข้าชมได้เฉพาะช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงมีนาคมเท่านั้นค่ะ ทุกอย่างล้วนทำจากน้ำแข็งทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น บ้าน โบสถ์ โดมร้านอาหาร บาร์ และโซน Ice Labo ที่เก็บตัวอย่างของเกล็ดหิมะเอาไว้ ให้เราสามารถมองเห็นเกล็ดหิมะสวยๆ ได้ด้วยตาเปล่า *0*

สามารถมาที่สกีรีสอร์ทแห่งนี้ได้ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายน เปิดตั้งแต่ 9.00 – 19.00 เลยค่า

และยังมีสกีรีสอร์ทฮิตๆ ตามเมืองต่างๆ อีกมากมาย เช่น Hakuba Happo-one Ski Resort, Kiroro Snow World, Niseko Village Ski Resort, Furano ski resort เป็นต้น

อนุสรณ์สถานเมืองราด

อนุสรณ์สถานเมืองราด แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ด้านหน้าของอนุสรณ์สถานเมืองราดเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของพ่อขุนผาเมืองในท่ายืน มือข้างซ้ายชี้นิ้วลงยังแผ่นดิน อันหมายถึงแผ่นดินตรงนี้คือ บ้านเกิดของท่านล้อมรอบด้วยเสาสูง 5 ต้นอยู่ เสา 5 ต้นที่ว่านี้ หมายความถึง พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ โดยรอบของฐานของรูปปั้นพ่อขุนผาเมืองทั้ง 4 ทิศนั้น จะเป็นเรื่องราวโดยย่อของ พ่อขุนผาเมือง เช่น พระราชประวัติ เหตุผลที่ไม่ยอมขึ้นครองราชย์ เป็นต้น

แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่เกียรติประวัติของพ่อขุนผาเมืองผู้สร้างเมืองราด ให้ประชาชนได้ศึกษา เนื่องจากในประวัติศาสตร์มีการจดบันทึก เรื่องราววีรกรรมของพ่อขุนผาเมืองเอาไว้ไม่มากนัก

-เป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงพ่อขุนผาเมือง ผู้มีส่วนในการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย
-พิพิธภัณฑ์แสดงประวัติและเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อขุนผาเมือง
-แสดงวัตถุโบราณที่ค้นพบในพื้นที่ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

วัดพระธาตุดอยน้อย

วัดพระธาตุดอยน้อย อำเภอจอมทอง โบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบ ได้แก่ พระบรมธาตุ โข่งพระ(กรุพระ) โบสถ์ วิหาร และพระพุทธรูปหินอ่อนแกะสลัก บริเวณวัดตั้งอยู่บนภูเขาติดลำน้ำปิง มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบทุกทิศ มีบันไดนาคขึ้นไป 241 ขั้น

วัดพระธาตุดอยน้อยอยู่ติดลำน้ำปิง มีพระบรมธาตุ โข่งพระ (กรุพระ) โบสถ์ วิหารและพระพุทธรูปหินอ่อนแกะสลักทั้งองค์เล็กใหญ่มากมาย

ลักษณะเด่น
-มีเจดีย์ -กรุพระโบราณ -อาศรมพระนางจามเทวี -จุดชมวิว

เกาะนมสาว

เกาะนมสาว เป็นเกาะเล็กๆ ทรงกลมคล้ายนมหญิงสาว บนเกาะมีศาลเจ้าแม่นมสาวตั้งอยู่เป็นที่นับถือของชาวเรือและคนทั่วไป ทางทิศเหนือของเกาะนมสาวมีแนวปะการังยาวกว่า 500 เมตร และเป็นหาดเงียบสงบ มีทัศนียภาพสวยงาม ร่มรื่นด้วยทิวสนทะเล น้ำทะเลตื้นสามารถเล่นน้ำได้
บริเวณโดยรอบเกาะเป็นแนวปะการังน้ำตื้นที่สวยงามเหมาะแก่การดำน้ำ นอกจากนี้บนเกาะยังมีศาลเจ้าแม่นมสาวที่ชาวเรือเคารพเป็นอย่างมาก
เหตุที่เกาะนี้ได้ชื่อว่าเกาะนมสาวเพราะเป็นเกาะเล็กๆ ทรงกลมคล้ายนมหญิงสาวบนเกาะมีศาลเจ้าแม่นมสาว เป็นที่นับถือของชาวเรือและคนทั่วไป ด้านทิศเหนือของเกาะมีแนวปะการังยาวกว่า 500 เมตร

ตลาดจั๊กจั่น

ตลาดจั๊กจั่น Cicada Market ตั้งอยู่ในบริเวณ “สวนศรี” ตลาดนัดยามเย็นที่รวมเอาชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยแขนงต่างๆ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ งานแฮนด์เมด ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้มือสอง สินค้าเอสเอ็มอีที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำมาแสดงและจำหน่ายในสไตล์เปิด เสื่่อ

อีกทั้งเปิดตาและเปิดใจร่วมทำกิจกรรม workshops จากชมรมต่าง เช่น กลุ่มเล่านิทาน กลุ่มละคร กลุ่มเต้นรำ กลุ่มถ่ายภาพ กลุ่มนักแสดงเปิดหมวก ฯลฯ ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างสีสันและเสริมสร้าง สุนทรียภาพ ท่ามกลางบรรยากาศ Tropical Garden อันร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้งามอายุร่วมร้อยปี

ตลาดนัดยามเย็นที่รวมเอาชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยแขนงต่างๆ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ งานแฮนด์เมด ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้มือสอง สินค้าเอสเอ็มอีที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำมาแสดงและจำหน่ายในสไตล์เปิดเสื่ออีกทั้งเปิดตาและเปิดใจร่วมทำกิจกรรม workshops จากชมรมต่างๆ

เช่น กลุ่มเล่านิทาน กลุ่มละคร กลุ่มเต้นรำ กลุ่มถ่ายภาพ กลุ่มนักแสดงเปิดหมวก ฯลฯ ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างสีสันและเสริมสร้าง สุนทรียภาพ ท่ามกลางบรรยากาศ Tropical Garden อันร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้งามอายุร่วมร้อยปีภายใต้แนวความคิด ตลาดนัด “เปิดสื่อ-เปิดใจ-เปิดไอเดีย หรือ Open Mind & Open Mat” บนพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นด้วย แมกไม้ มากมายกว่า 10 ไร่

ถนนคนเดิน ซอยบิณฑบาตร

ถนนคนเดิน ซอยบิณฑบาตร ย่านบาร์เบียร์ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน มีอาหารบริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งการแสดงต่างๆ เช่น คาบาเร่ต์ ชกโว์มวยไทย รำไทย ฟันดาบ และเหล่าบรรดาซุปเปอร์ฮีโร่ อาทิ แบทแมมน กัปตันอเมริกา ไอ้มดแดง พรีเดเตอร์ สร้างสีสัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติ โดยมีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยคอยดูแลความปลอดภัย

ซอยบิณฑบาตร หรือถนนข้าวสารหัวหินเป็นถนนสายเล็กๆ ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่ม backpacker ที่นิยมพักที่ซอยบิณฑบาตเพราะมีที่พักราคาถูกและยังเป็นแหล่งรวมสถานบันเทิงยามค่ำคืนสำหรับนักท่องเที่ยว ศูนย์รวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่พักราคาถูก แหล่งรวมสถานบันเทิงยามค้ำคืน

สะพานติณสูลานนท์

สะพานติณสูลานนท์ เป็นสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา แบ่งออกเป็นสองช่วงคือช่วงแรกเชื่อมระหว่างชายฝั่งอำเภอแมืองสงขลา บริเวณบ้านน้ำกระจายกับเกาะยอตอนใต้ความยาวรวมเชิงสะพานทั้งสองด้าน1,140 เมตร

ช่วงที่ 2 เชื่อมระหว่างฝั่งด้านเหนือของเกาะยอกับฝั่งบ้านเขาเขียวความยาวทั้งสิ้น 1,800เมตรสะพานนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2527 และเสร็จสิ้นในปี 2529 สะพานแห่งนี้ได้ กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางแวะชมควบคู่ไปกับการมาท่อง เที่ยวและรับประทานอาหารที่เกาะยอ

-เป็นเส้นทางสัญจรทางบกเชื่อมระหว่างเกาะยอกับสงขลา -มีความสวยงาม -มีความเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น -การเดินทางสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย

บ้านไร่ รั้วไทรงาม

บ้านไร่ รั้วไทรงาม บ้านไทยโบราณ ที่ถูกตกแต่งด้วยรั้วที่ทำจากต้นไทรอินโด สูงกว่า 3 เมตร เปิดให้บริการถ่ายภาพ เช็คอิน และยังมีอาหารไทยพื้นบ้าน และขนมไทยไว้บริการนักท่องเที่ยว และยังเปิดให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้การทำขนมไทยพื้นบ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการทำอีกด้วย

ลุงน้ำเงิน เถื่อนเครือวัลย์ ผู้ที่มีเป้าหมายในการกลับมาเลี้ยงดูมารดา และช่วยน้องชายดูแลบ้านหลังนี้ และในปี 2552 ที่ผ่านมา ก็ได้เริ่มนำต้นไทรอินโด มาปลูกรอบๆบ้าน 2 ด้าน สาเหตุที่ไม่ปลูกทุกด้าน เนื่องด้านหลังเป็นที่ติดต้นไม้ใหญ่ จึงไม่สามารถปลูกได้ เมื่อต้นไทรเติบโดต และมีขนาดใหญ่ขึ้น

จึงเกิดความคิดในการดัดต้นไทร ให้เป็นรั้วบ้าน ในรูปแบบ ของหน้าต่างประตู ความสูงประมาณ 3 เมตร ไม่เหมือนรั้วบ้านทั่วไป เมื่อตัดเป็นรูปทรงออกมาก็สวยงามมาก ใครผ่านไปมาก็ชมและมาขอถ่ายรูปกันจำนวนมาก และที่สำคัญมีนักท่องเที่ยวที่นั่งรถไปผ่านหน้าบ้าน ก็เห็นและสะดุดตา ต้องนั่งรถจากสถานีรถไฟมาถ่ายรูปกันจำนวนมาก

โดยเฉพาะในช่วงนี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบึงพระ จึงได้เกิดความคิดเป็นจุดแลนมาร์คเช็คอิน Otop นวัตวิถี ของตำบลบึงพระ ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกันอีกด้วย